Juvelook คืออะไร? เหมาะกับใคร? ฟื้นฟูผิวกระตุ้นคอลลาเจนแบบไหน?

Juvelook คืออะไร? เหมาะกับใคร? ฟื้นฟูผิวกระตุ้นคอลลาเจนแบบไหน?

หัตถการงานผิวหรือการฟื้นฟูผิวเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน และ Juvelook ก็เป็นงานผิวตัวใหม่ส่งตรงจากเกาหลี ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องความฉ่ำและชุ่มชื้นของผิว อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นคอลลาเจนได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบ 2 in 1 เหมาะสำหรับผู้ต้องการดูแลผิวแบบเร่งด่วน

Juvelook คืออะไร

Juvelook คือ Hybrid Biostimulator เป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนโดยมีส่วนผสมของ PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) และ HA (Hyaluronic Acid) ทำให้ Juvelook มีจุดเด่นในด้านการเติมเต็มหลังฉีดทันที และสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในระยะยาวได้ ส่งผลให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องพักฟิื้น

Juvelook ช่วยอะไร

การฉีด Juvelook เป็นการฟื้นฟูสภาพผิวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาสภาพผิวได้หลายอย่าง ดังนี้

  1. การฉีด Juvelook ช่วยให้ริ้วรอยขนาดเล็กแลดูจางลง
  2. การฉีด Juvelook ช่วยเติมเต็มร่องใต้ตาและฟื้นฟูริ้วรอยร่องลึกต่างๆ ให้ดูตื้นขึ้น
  3. การฉีด Juvelook ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว เพื่อให้ผิวมีความกระชับขึ้น
  4. การฉีด Juvelook ช่วยให้รูขุมขนกระชับ เรียบเนียนขึ้นได้
  5. การฉีด Juvelook เป็นการเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  6. การฉีด Juvelook ช่วยลดปัญหารอยสิวที่เกิดขึ้น
  7. การฉีด Juvelook ช่วยฟื้นฟูปัญหาผิวที่ถูกทำร้ายจากมลภาวะต่างๆ
  8. การฉีด Juvelook ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้น

Juvelook เหมาะกับใคร

Juvelook เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาดังนี้

  1. ผู้ที่มีริ้วรอยบริเวณรอบดวงตา ร่องแก้ม หน้าผาก มุมปาก และอื่นๆ
  2. ผู้ที่ต้องการการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว
  3. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าขาดความกระชับ รูขุมขนกว้างเล็กน้อย
  4. ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งขาดน้ำ ต้องการเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  5. ผู้ที่มีจุดด่างดำ และรอยต่างๆ ที่เกิดจากสิว
  6. ผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูเนียนใสขึ้น
  7. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดีขึ้น
  8. ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว

Juvelook ฉีดจุดไหนได้บ้าง

การฉีด Juvelook สามารถทำได้หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีปัญหา เช่น

  1. ฉีดทั่วใบหน้า เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวมีความกระชับ อิ่มฟู
  2. ฉีดบริเวณใต้ตา เพื่อช่วยให้ใต้ตาสว่างขึ้น ลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา
  3. ฉีดบริเวณตีนกาหรือร่องน้ำตา เพื่อให้ผิวมีความเรียบเนียน ริ้วรอยดูจางลง
  4. ฉีดบริเวณหน้าแก้ม เพื่อเพิ่มความแน่นของรูขุมขนให้กระชับขึ้น
  5. ฉีดบริเวณที่มีปัญหาหลุมสิว เนื่องจากมีการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินเพื่อฟื้นฟูหลุมสิว
  6. ฉีดบริเวณหน้าผาก ให้ผิวมีความกระจ่างใส เรียบเนียนขึ้น
  7. ฉีดบริเวณหน้าเฉพาะจุด ตามที่แพทย์ประเมิน

Juvelook กี่ครั้งเห็นผล

การทำ Juvelook ให้เห็นผลจะขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

  1. ในเคสที่มีปัญหาริ้วรอยเล็กๆ ผิวแห้งขาดน้ำ หรือใต้ตาคล้ำ สามารถใช้ Juvelook 1 ขวด หรือการฉีด 1 ครั้งเพื่อแก้ปัญหาได้
  2. สำหรับเคสที่มีริ้วรอยชัดเจน หลุมสิว รูขุมขนกว้าง และปัญหาผิวอื่นๆ สามารถใช้ Juvelook 2-3 ขวด เพื่อแก้ปัญหา โดยการฉีดครั้งละ 1 ขวด ต่อเนื่องกัน 2-3 ครั้ง

Juvelook อยู่ได้กี่เดือน

การคงอยู่ของผลลัพธ์การทำ Juvelook จะเริ่มกระตุ้นคอลลาเจนไปเรื่อยๆ ซึ่งจะแบ่งได้ตามระยะเวลา ดังนี้

  1. หลังทำทันที Juvelook จะช่วยเติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่มให้ผิว เพราะมีอนุภาคของ HA สำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำ หลังฉีดจะดูสดใสขึ้น
  2. หลังทำ 2-4 สัปดาห์ สารของ PDLLA จะเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว เพิ่มความอิ่มฟู ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
  3. หลังทำ 6 เดือน เมื่อคอลลาเจนในผิวถูกกระตุ้นและมีปริมาณมากขึ้น จะช่วยให้รูขุมขนดูกระชับ ในกรณีของผู้มีปัญหาหลุมสิวจะช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน

การดูแลหลังทำ Juvelook  

หลังฉีด Juvelook มีวิธีปฏิบัติดังนี้

  1. 24 ชั่วโมงแรกหลังฉีด ควรงดการแต่งหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  2. 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน
  3. งดกด นวด หรือถู บริเวณที่ทำหัตถการ เพื่อไม่ให้ตัวยาที่ฉีดไปมีการเคลื่อนตัวไปยังจุดอื่นที่ไม่ต้องการ
  4. สามารถทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ เพื่อเสริมปราการให้ผิวได้

ราคา Juvelook แพงไหม?

ราคา Juvelook ที่ Kalm Clinic มีดังนี้

  1. Juvelook 4CC 9,999.-
  2. ซื้อ 2 เซต (8CC) รับฟรี 2CC

สรุป

Juvelook เป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนประเภท Hybrid Biostimulator ที่มีทั้ง HA และ PDLLA ในตัว ช่วยให้ผิวมีความอิ่มฟู ดูเต็มขึ้นหลังจากการฉีด และสามารถกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินจากภายในไปเรื่อยๆ ช่วยให้ผิวมีความกระชับ กระจ่างใสขึ้นจากเดิม ริ้วรอยต่างๆ ก็ดูลดลง

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

Sculptra และ Profhilo ตัวกระตุ้นคอลลาเจนต่างกันอย่างไร ทำคู่กันดีไหม

Sculptra และ Profhilo ตัวกระตุ้นคอลลาเจนต่างกันอย่างไร ทำคู่กันดีไหม

การฉีด Sculptra เป็นที่นิยมกันทั่วโลก เนื่องจากตัวยาสามารถกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิาภาพ แต่ปัจจุบันมีน้องใหม่อย่าง Profhilo เข้ามาเสริม ทำให้ผู้คนเปรียบเทียบทั้ง 2 ตัวมากขึ้น ในบทความนี้จะมาทุกคนมาทำความรู้จักตัวกระตุ้นคอลลาเจนอย่าง Sculptra และ Profhilo ว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร หากทำคู่กันแล้วผลลัพธ์จะน่าพอใจหรือไม่

Sculptra และ Profhilo คืออะไร

Sculptra

Sculptra เป็น Biostimulator ตัวแรกของโลก ที่มีส่วนประกอบเป็น PLLA (Poly-L-Lactic acid) ในรูปแบบผง ต้องนำมาผสมกับ Sterile Water ให้อยู่ในรูปแบบน้ำจำนวน 10CC สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากใต้โครงสร้างผิวไปเรื่อยๆ ส่งผลให้คุณภาพผิวดีขึ้น ยกกระชับ เต่งตึง และอิ่มฟู เนื่องจากมีคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า 25 เดือน

Profhilo

Profhilo เป็น Bio-Remodelling หรือสารฟื้นฟูคุณภาพของโครงสร้างผิวในทุกชั้น ในรูปแบบตัวยา 2CC เป็น HA ชนิดพิเศษ ช่วยปรับโครงสร้างและฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน รักษาความหย่อนคล้อยของผิว ทำให้ผิวกระชับขึ้น ริ้วรอยต่างๆ ก็ดูจางลง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และซ่อมแซมผิวด้านบน เริ่มเห็นผลในช่วง 1 เดือน และจะเห็นผลเต็มที่ในระยะ 2 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือน

Sculptra และ Profhilo ช่วยแก้ปัญหาอะไร

Sculptra
Sculptra ช่วยฟื้นฟูผิวหนังชั้นลึก เพื่อปรับโครงสร้างให้ผิวกลับมาแข็งแรง ดังนี้

  1. เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวมีความอิ่มฟู
  2. ยกกระชับใบหน้า ลดความหย่อนคล้อย ทำให้ผิวเด้ง เต่งตึง 
  3. รูขุมขนเล็กลง ผิวเนียนขึ้น
  4. เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว และลดการเกิดริ้วรอย
  5. ช่วยให้ผิวดูอ่อนวัยขึ้น
  6. เพิ่มวอลลุ่มให้ผิว
Profhilo
การฉีด Profhilo จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูโครงสร้างทุกชั้นผิว ทำให้เห็นผลดังนี้

  1. ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ
  2. ปรับปรุงความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว
  3. ฟื้นฟูรอยแผลเป็นจากสิวหรือการบาดเจ็บ
  4. ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดีขึ้น
  5. เพิ่มความชุ่มชื้น 

Sculptra และ Profhilo ทำคู่กันดีอย่างไร

เนื่องจากทั้ง 2 ตัวยามีการทำงานคนละแบบกัน Sculptra เน้นที่โครงสร้างผิวชั้นลึก เพิ่มความหนาแน่นให้ผิว ส่วน Profhilo สามารถฉีดในผิวชั้นตื้นได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในทุกชั้นผิว รวมถึงการเพิ่มความชุ่มชื้น หากฉีดคู่กันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษามากขึ้น ทำให้ผิวมีวอลลุ่มมากขึ้น อีกทั้งได้คุณภาพผิวที่ดูมีสุขภาพดีขึ้น เพราะ Profhilo จะช่วยเติมเต็มในส่วนที่ Sculptra ไม่สามารถนำตัวยาเข้าไปได้

หรือเหมาะกับผู้ที่เคยฉีด Sculptra ครบตามปริมาณที่แนะนำแล้ว ผิวมีความกระชับและแน่นเด้ง สามารถฉีด Profhilo เข้าไปเพิ่มได้ หากต้องการฟื้นฟูผิวอย่างต่อเนื่อง

สามารถฉีดจุดไหนได้บ้าง

Sculptra ส่วนใหญ่นิยมฉีดบริเวณด้านข้างของใบหน้า เพื่อให้มีความยกกระชับขึ้น พร้อมเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิวในระยะยาว

  1. บริเวณขมับ เพื่อแก้ปัญหาขมับตอบ ยกหางตาและคิ้วให้กระชับ ดูสดใสขึ้น
  2. บริเวณหน้าแก้ม เพื่อให้ผิวมีแน่น อิ่มฟู และเต่งตึงขึ้น พร้อมลดริ้วรอยร่องลึกต่างๆ  
  3. บริเวณกรอบหน้า เพื่อกระชับผิวบริเวณกรอบหน้า ทำให้มีความคมชัดและไม่หย่อนคล้อย

Profhilo สามารถฉีดบริเวณใบหน้าและลำคอ ดังนี้

  1. บริเวณใบหน้า เป็นจุดที่นิยมฉีดมากที่สุด ซึ่งแพทย์จะทำการฉีด Profhiolo บริเวณโหนกแก้ม ร่องแก้ม ข้างจมูก มุมปาก และขากรรไกรล่าง โดยจิ้มแค่ 5 จุดต่อใบหน้า 1 ข้าง 
  2. บริเวณลำคอ เมื่อผิวเกิดการเสื่อมคอลลาเจน จะทำให้เกิดความหย่อนคล้อย ไม่กระชับ การฉีดจุดนี้จะทำให้ริ้วรอยเล็กๆ บริเวณลำคอดูจางลง

Sculptra และ Profhilo ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างของ Sculptra และ Profhilo ที่เห็นได้ชัดเจนคือส่วนผสม รูปแบบของตัวยา และการทำงาน แบ่งได้ตามหัวข้อดังต่อไปนี้

1. ส่วนประกอบ
Sculptra: PLLA (Poly-L-Lactic acid) สารที่สังเคราะห์จากพืช นิยมใช้ในแวดวงการแพทย์ มีความปลอดภัยสูง
Profhilo: HA (Hyaluronic Acid) ความเข้มข้นสูง เกิดจากการเชื่อมพันธะ มีความบริสุทธิ์สูง

2. การทำงาน
Sculptra: กระตุ้นคอลลาเจนบริเวณผิวชั้นลึก เน้นที่โครงสร้างภายใน
Profhilo: กระตุ้นคอลลาเจนทุกชั้นผิว

3. การแก้ไขปัญหาผิว
Sculptra: แก้ปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อย ให้ผิวกลับมาเตงตึง ยกกระชับ เพิ่มความแน่นให้แก่ผิว
Profhilo: เพิ่มความชุ่มชื้นและฟื้นฟูสภาพผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ

4. จำนวนครั้งที่ควรฉีด
Sculptra: ควรฉีดตามปริมาณที่แพทย์แนะนำ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละบุคคล เช่น อายุ 30 ปี ควรฉีด 2-3 ขวด, อายุ 40 ปี ควรฉีด 3-4 ขวด
Profhilo: ควรฉีดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป เพื่อการฟื้นฟูผิวอย่างต่อเนื่อง

5. ระยะเวลาของผลลัพธ์
Sculptra: เริ่มเห็นผลในระยะ 3 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นร่างกายจะกระตุ้นคอลลาเจนไปเรื่อยๆ อย่างลงตัว เห็นผลชัดเจนในช่วง 3 เดือน และอยู่ได้นานกว่า 25 เดือน *ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองและสภาพปัญหาผิวของแต่ละบุคคล
Profhilo: เริ่มเห็นผลในช่วง 1 เดือนแรกหลังฉีด และเห็นผลชัดเจนในระยะ 2 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือน *ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองและสภาพปัญหาผิวของแต่ละบุคคล

6. ผลข้างเคียงที่พบบ่อย และไม่อันตราย
Sculptra: อาจมีตุ่มเล็กๆ หรืออาการบวมบริเวณที่ฉีด สามารถหายเองได้
Profhilo: มีรอยแดงหลังจากฉีด สามารถหายเองได้

สรุป

การทำ Sculptra และ Profhilo คู่กัน ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวทุกชั้น ไม่ว่าจะเป็นหารเพิ่มความหนาแน่น กระชับ หรือการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความหย่อนคล้อย ลดริ้วรอย เนื่องจากการทำงานของทั้งคู่เป็นคนละแบบจึงสามารถฉีดร่วมกันได้ ซึ่งการเห็นผลของ Sculptra จะอยู่ได้นานกว่า 25 เดือน และ Profhilo อยู่ได้นาน 6-12 เดือน

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

ร้อยไหมจมูกโด่งได้ไม่ง้อศัลย์คืออะไร ? ราคาเท่าไหร่ ? กี่วันเห็นผล ?

ร้อยไหมจมูกโด่งได้ไม่ง้อศัลย์คืออะไร ? ราคาเท่าไหร่ ? กี่วันเห็นผล ?

ร้อยไหมจมูกโด่งได้ไม่ง้อศัลย์คืออะไร? ราคาเท่าไหร่? กี่วันเห็นผล?

ปัจจุบันผู้คนนิยมเสริมจมูกเพื่อการเปลี่ยนแปลงรูปทรงจมูกให้มีความโด่งและมีมิติมากขึ้น แต่สำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดแต่อยากมีจมูกที่โด่งขึ้น การร้อยไหมจมูกถือเป็นหัตถการที่ตอบโจทย์มาก เพราะใช้เวลาทำน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะมีข้อควรรู้ก่อนการร้อยไหมจมูก ดังนี้

ร้อยไหมจมูกคือ?

การร้อยไหมจมูก เป็นการร้อยไหมละลายเข้าไปบริเวณสันจมูก ปลายจมูก หรือปีกจมูก โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไหมละลายเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิว และจมูกดูโด่งขึ้นในที่สุด ผลลัพธ์หลังทำสามารถเห็นได้ชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นไหมละลาย ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปไหมจมูกจะค่อยๆ สลายไปตามระยะเวลาที่สมควร

ชนิดของไหมจมูกมีอะไรบ้าง?

การร้อยไหมจมูก

ชนิดของไหมที่นิยมใช้เพื่อร้อยไหมจมูก มีดังนี้

1. ไหม PDO (Polydioxanone) เป็นไหมที่เหมาะกับการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย มีความยืดหยุ่นปานกลาง ไม่เปราะนิ่ม แต่จะละลายได้ไว ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้น้อยกว่าไหมชนิดอื่น
2. ไหม PLLA (Polylactic acid) เป็นเส้นไหมที่มีความแข็งแรง คงทน อยู่ได้นาน แต่อาจเปราะหักง่ายกว่าชนิดอื่น
3. ไหม PCL (Polycaprolactone) เป็นเส้นไหมที่มีส่วนผสมของ PLLA มีความยืดหยุ่นสูงตามการเคลื่อนไหวของใบหน้า ทำให้ไม่เปราะหักง่าย และสามารถคงอยู่ได้นานกว่าไหม PDO และไหม PLLA

ข้อดี-ข้อเสีย ของการร้อยไหมจมูก

ข้อดีข้อเสียร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูกนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล ดังนี้

ข้อดีของการร้อยไหมจมูก

1. เสริมจมูกโด่งแบบธรรมชาติ
2. หลังทำไม่ต้องพักฟื้นนาน สามารถนอนราบได้ตามปกติ
3. ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
4. อาการบวมช้ำหลังทำสามารถเกิดขึ้นได้ แต่มีความช้ำเพียงเล็กน้อย
5. จมูกโด่งแบบไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม
6. ปลอดภัย เจ็บน้อย ไม่เป็นอันตราย
7. สามารถละลายไปได้เอง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีการตกค้าง

ข้อเสียของการร้อยไหมจมูก

1. ไม่เหมาะกับคนที่มีฐานจมูกหรือเนื้อจมูกน้อยเกินไป
2. การปรับรูปทรงจมูกสามารถทำได้ แต่อาจจะไม่หลากหลายเท่าศัลยกรรม
3. ผลลัพธ์หลังทำเห็นได้ชัด แต่ไม่สามารถอยู่แบบถาวรได้ เนื่องจากใช้ไหมละลาย

ร้อยไหมจมูกดีไหม ช่วยอะไรได้บ้าง

ร้อยไหมจมูกช่วยอะไร

การร้อยไหมจมูกสามารถทำให้จมูกเราโด่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้

1. การร้อยไหมจมูกช่วยปรับสันจมูกให้มีความโด่ง ชัดขึ้น
2. การร้อยไหมจมูกช่วยแก้ปัญหาจมูกที่มีฮัมพ์ให้เรียบเนียนขึ้น
3. การร้อยไหมจมูกช่วยแก้ปัญหาปลายจมูกงุ้ม ปลายจมูกเอียง ทำให้ดูเชิ่ดและมีมิติขึ้น
4. การร้อยไหมจมูกช่วยทำให้ปีกจมูกเล็กและแคบลงได้ เนื่องจากร้อยบริเวณปลายให้มีความเชิ่ดขึ้น

ร้อยไหมจมูกเหมาะกับใครบ้าง

ร้อยไหมจมูกเหมาะกับใคร

การร้อยไหมจมูกโด่งได้ไม่ง้อศัลย์ เหมาะกับ

1. ผู้ที่กลัวการผ่าตัด หรือไม่อยากผ่าตัด แต่อยากให้จมูกโด่งขึ้น
2. ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาในการพักฟื้น
3. ผู้ที่มีสันจมูกแบน ปีกจมูกกว้าง ปลายจมูกงุ้ม และจมูกมีฮัมพ์ ไม่เป็นทรง

ร้อยไหมจมูกใช้กี่เส้น ?

ร้อยไหมจมูกดั้งโด่งไหม

จำนวนไหมที่ใช้ในการร้อยไหมจมูกจะแตกต่างกันไปตามปัญหาของแต่ละบุคคล ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยส่วนใหญ่จะใช้เส้นไหมจำนวน 3-5 เส้นขึ้นไป ร้อยบริเวณสันจมูก และใช้เส้นไหมจำนวน 2-3 เส้นขึ้นไป ร้อยบริเวณปลายจมูก

การร้อยไหมจมูกกี่วันเห็นผล อยู่ได้นานกี่ปี

ร้อยไหมจมูกอยู่ได้กี่ปี

การร้อยไหมระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปตามชนิดไหมที่ใช้ ดังนี้

1. ไหม PDO อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
2. ไหม PLLA อยู่ได้นาน 12-18 เดือน
3. ไหม PCL อยู่ได้นาน 18-24 เดือน

ขั้นตอนการร้อยไหมจมูก

ขั้นตอนการร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูกโดยคุณหมอที่ Kalm Clinic มีขั้นตอน ดังนี้

1. ทำความสะอาดบริเวณจมูก และแปะยาชา (สามารถเลือกได้ว่าจะทายาชาหรือไม่)
2. ฉีดยาชาบริเวณที่จะร้อยไหมจมูก
3. เริ่มร้อยไหมจมูก โดยการใช้เข็มเปิดและใช้เข็มขนาดเล็กฉีดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง โดยจะมีรอยเข็มเปิดประมาณ 1-2 จุด และจะหายเองในช่วง 1-2 วัน
4. คุณหมอบีบนวดจมูกให้เป็นทรงตามที่ต้องการ อาจะมีรอยช้ำเล็กน้อย และจะหายเองในช่วง 3-4 วัน

การดูแลตัวเองหลังการร้อยไหมจมูก

ร้อยไหมจมูกมาดูแลตัวเองยังไง

หลังร้อยไหมจมูกวิธีดูแลตัวเอง ดังนี้

1. หลังทำอาจมีอาการบวมช้ำเล็กน้อย สามารถหายเองได้ใน 3-4 วัน หรือสามารถทานยาเพื่อลดอาการปวดและบวมได้
2. งดการแคะ แกะ เกา และกดนวดบริเวณที่ร้อยไหมจมูก
3. 48 ชั่วโมงแรกควรหลีกเลี่ยงความร้อนและกิจกรรมกลางแจ้งที่จะทำให้หน้าแดง เช่น อบซาวน่า ตากแดด หรือออกกำลังกายอย่างหนัก
4. ช่วง 1-2 สัปดาห์หลังทำ ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง หรืออาหารที่ต้องใช้ความร้อนหนักๆ

ราคาร้อยไหมจมูก

ราคาร้อยไหมจมูกที่ Kalm Clinic มีดังนี้

1. ร้อยไหมจมูก PLLA เส้นละ 2,999.- (ซื้อ 5 แถม 1)
2. ร้อยไหมจมูกสันหรือปลาย (PLLA) ไม่จำกัดเส้น 8,999.- net
3. ร้อยไหมจมูก 4D เส้นละ 9,999.- (2 เส้น 14,999.-)

สรุป

การร้อยไหมจมูก เป็นการใช้เส้นไหมแต่ละชนิดร้อยเข้าไปใต้ชั้นผิวของจมูก เพื่อให้มีความโด่งและชัดขึ้น เหมาะกับคนที่ไม่อยากผ่าตัดเพราะกลัวเจ็บ หรือผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ผาดโผน เมื่อร้อยไหมจูกแล้วจะเห็นผลลัพธ์ได้ในทันที และตัวไหมที่ใช้จะเป็นไหมละลาย เมื่อเวลาผ่านไปเส้นไหมจะละลายไปตามอายุการใช้งาน และไม่มีตกค้าง

Oligio คู่กับอะไรแล้วเวิร์ก?

Oligio คู่กับอะไรแล้วเวิร์ก?

โปรแกรม Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ เรียบเนียน...

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

IV Drip ดริปวิตามินผิว บูสต์ร่างกาย กี่ครั้งเห็นผล ?

IV Drip ดริปวิตามินผิว บูสต์ร่างกาย กี่ครั้งเห็นผล ?

วิตามินดริปคืออะไร

IV Drip ดริปวิตามินผิว บูสต์ร่างกาย กี่ครั้งเห็นผล ?

วิตามินเป็นสิ่งที่ร่างกายควรได้รับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถรับวิตามินได้จากการทานผักผลไม้ หรืออาหารเสริม แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยทานผักและผลไม้ การดริปวิตามิน (IV Drip) ผ่านเส้นเลือดโดยตรง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์

IV Drip คืออะไร?

IV Drip (Intravenous Vitamin Therapy) หรือการดริปวิตามิน คือการนำวิตามินและสารอาหารต่างๆ เข้าสู่ร่างกายผ่านเส้นเลือดดำโดยตรง ซึ่งจะทำให้ร่างกายรับและดูดซึมวิตามินได้อย่างรวดเร็วกว่าการทานผักผลไม้และอาหารเสริม โดยส่วนใหญ่การดริปวิตามินจะมีส่วนช่วยบำรุงสีผิวให้ดูสว่างขึ้น บำรุงสุขภาพ เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายดูสดชื่นขึ้น เสมือนได้รับการบูสต์พลังงาน

IV Drip ช่วยอะไร

IV Drip ช่วยอะไร

การดริปวิตามิน (IV Drip) สามารถช่วยได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับส่วนผสมหรือสูตรที่เลิกดริป เช่น

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. บำรุงผิวให้มีความกระจ่างใสขึ้น และมีความสม่ำเสมอ
3. บูสต์พลังงานให้แก่ร่างกาย ลดความล้า
4. ดีท็อกซ์และฟื้นฟูร่างกาย
5. ช่วยให้ร่างกายรับวิตามินและสารอาหารโดยตรง
6. ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งเสียให้กลับมามีชีวิตชีวา

IV Drip มีกี่สูตร

ข้อดีข้อเสียร้อยไหมจมูก

การทำ IV Drip ที่ Kalm Clinic มี 5 สูตร ดังนี้

1. Aura C เป็นการเสริมวิตามินซีบริสุทธิ์ให้ร่างกาย เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมคุ้มกัน และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น
2. Tationil เพิ่มความขาวใส และเปลี่ยนแปลงผิวได้อย่างอ่อนโยน
3. Aura Booster ช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง เสริมออร่า
4. Liver Detox ช่วยดีท็อกซ์ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย หลังการเผชิญมลภาวะต่างๆ หรือหลังดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
5. Perfect Aura เป็นสูตรที่จะช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งเสีย ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยการผสมผสานวิตามินเพื่อผิวโดยเฉพาะ

IV Drip เหมาะกับใคร

IV Drip เหมาะกับใคร

การดริปผิวเหมาะกับ

1. ผู้ที่ต้องการปริมาณวิตามินสูง และต้องการผลลัพธ์ที่เร่งด่วน
2. ผู้ที่ต้องการให้ผิวมีความกระจ่างใส สว่างขึ้น และมีออร่า
3. ผู้ที่อยากเติมวิตามิน อยากปรับสีผิว แต่ไม่ชอบวิตามินแบบทาน
4. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหมองคล้ำให้ขาวใสขึ้น หลังจากโดนแดดจัด
5. ผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด
6. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายจากความเครียดและเหนื่อยล้า แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง

ต้องทำ IV Drip กี่ครั้งจึงจะเห็นผล

ร้อยไหมจมูกเหมาะกับใคร

การดริปวิตามิน (IV Drip) ควรทำทุก 1-2 สัปดาห์ติดต่อกัน ส่วนใหญ่จะเห็นผลเมื่อทำต่อเนื่องกัน 4-6 ครั้งขึ้นไป (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล)

สำหรับผู้ที่ต้องการดริปวิตามินเพื่อฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนล้า จะรู้สึกสดชื่นขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

การดูแลหลังทำ IV Drip

หลังจากการทำ IV Drip สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ควรดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกายแต่พอดี รวมทั้งทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ

ราคาการทำ IV Drip

ราคา IV Drip ที่ Kalm Clinic มีดังนี้

1. Aura C 1,000.-/โดส
2. Tationil 1,500.-/โดส
3. Aura Booster 2,500.-/ครั้ง
4. Liver Detox 3,500.-/ครั้ง
5. Perfect Aura 4,500.-/ครั้ง

*ซื้อ 4 ฟรี 1 ทุกสูตร

สรุป

IV Drip คือการเติมวิตามินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง เพื่อฟื้นฟูผิวและร่างกายในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับส่วนผสมของแต่ละสูตร เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพควรทำทุกๆ 1-2 สัปดาห์ หลังจากการดริปวิตามินควรดื่มน้ำเยอะๆ 2 ลิตรขึ้นไป และทาครีมกันแดดเป็นประจำ

Oligio คู่กับอะไรแล้วเวิร์ก?

Oligio คู่กับอะไรแล้วเวิร์ก?

โปรแกรม Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ เรียบเนียน...

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

ฟิลเลอร์คืออะไร ? รู้ก่อนฉีดทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์คืออะไร ? รู้ก่อนฉีดทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์คืออะไร ? รู้ก่อนฉีดทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์คืออะไร ? รู้ก่อนฉีดทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ คือสารเติมเต็ม7ที่นิยมใช้จะเป็นประเภท ไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) เป็นสารธรรมชาติที่พบในร่างกายของเราอยู่แล้ว โดย HA ทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ ที่คอยดูดซับน้ำไว้ ทำให้ผิวดูอิ่มฟู เรียบเนียน เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ รวมไปถึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคต เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการ ฟิลเลอร์จะไปช่วยเติมเต็มร่องลึกและริ้วรอยต่างๆ ส่วนเรื่องฟิลเลอร์ฉีดจุดไหนได้บ้าง ฉีดฟิลเลอร์เห็นผลเมื่อไหร่  เเละฉีดฟิลเลอร์แล้วอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ทุกคำถามมีคำตอบ

ฟิลเลอร์ฉีดจุดไหนได้บ้าง มัดรวม 7 จุดยอดนิยม

ฟิลเลอร์ฉีดจุดไหนได้บ้างหรือนิยมฉีดจุดไหนบ้าง การฉีดฟิลเลอร์นั้นสามารถฉีดได้ในหลายตำแหน่งขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยการฉีดฟิลเลอร์บนใบหน้า คนส่วนมากมักนิยมฉีดฟิลเลอร์ใน 7 ตำแหน่ง ดังนี้

1. ฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคือตำแหน่งสุดฮิต ฟิลเลอร์ช่วยเข้าไปเติมเต็มร่องใต้ตาที่ยุบลงจากการทรุดตัวของผิว ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาลึก ใต้ตาคล้ำ ขอบตาดำ และถุงใต้ตา ทำให้ริ้วรอยใต้ตาจางลงอย่างชัดเจน ช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น ทำให้ใบหน้าดูสดใสและเด็กลง

ทำฟิลเลอร์ดียังไง

2. ฟิลเลอร์ปาก

การฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปที่บริเวณปากบนและล่าง เพื่อเพิ่มปริมาณและปรับรูปทรงของริมฝีปาก ไม่ว่าจะเป็นทรงปากสายฝอ หรือทรงปากกระจับ ฟิลเลอร์สามารถทำให้สวยได้ตามที่ต้องการ ปากดูอวบอิ่มขึ้น มีมิติ และเห็นผลทันทีหลังฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ปาก

3. ฟิลเลอร์แก้มส้ม หรือ Mid-face

การฉีดฟิลเลอร์แก้มส้ม หรือ Mid-face คือ จุดที่อยู่ระหว่างใต้ตากับแก้ม ระยะระหว่างโหนกแก้มกับจมูก การฉีดฟิลเลอร์ตำแหน่งนี้ช่วยให้ใบหน้ายกกระชับขึ้น ลดความหย่อนคล้อย เพิ่มความเต่งตึง และปรับรูปหน้าให้ดูสมส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของแก้มที่มีลักษณะยุบหรือแบน การฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จะช่วยให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น

4. ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมในการปรับใบหน้าสำหรับคนที่มีร่องแก้มลึก ลดริ้วรอย โดยการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปเติมเต็มร่องลึกบริเวณข้างจมูกให้ตื้นขึ้น ทำให้ใบหน้าดูกระชับ อ่อนเยาว์ขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์แก้ม

5. ฟิลเลอร์ขมับ

ฟิลเลอร์ขมับ เหมาะสำหรับใครที่มีขมับตอบ หรือบริเวณขมับเว้าลึก โดยการฉีดฟิลเลอร์ที่ขมับทั้งสองข้างจะช่วยเติมเต็มให้ใบหน้าดูอิ่มฟูมากขึ้น ช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน บริเวณโหนกแก้มที่ดูเด่นก็จะดูนุ่มนวลขึ้น ทำให้ใบหน้าโดยรวมจะดูอ่อนเยาว์ขึ้น และยังช่วยยกกระชับบริเวณหางตาและหางคิ้ว

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ
ฉีดฟิลเลอร์ตรงขมับ

6. ฟิลเลอร์คาง

ฟิลเลอร์คาง เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาคางสั้น คางบุ๋ม หรือคางไม่เท่ากัน โดยจะฉีดฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณคางเพื่อปรับรูปทรงและขนาดของคางให้ดูสวยงามตามที่ต้องการ ทำให้หน้าดูสมส่วนและเรียวขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์ที่คาง

7. ฟิลเลอร์กรอบหน้า

การฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า เหมาะกับคนที่มีปัญหากรอบหน้าไม่คมชัด โดยจะฉีดฟิลเลอร์ไปที่บริเวณกรอบหน้าตั้งแต่คางไปจนถึงสันกราม เพื่อให้สันกรามมีความเด่นชัดดูมีมิติมากขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า

ฉีดฟิลเลอร์เห็นผลเมื่อไหร่ ?

การฉีดฟิลเลอร์จะเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังฉีด แต่ฟิลเลอร์อาจจะยังไม่เข้าที่ เนื้อฟิลเลอร์ยังไม่กลืนกับผิว อาจส่งผลให้มีอาการบวมและดูเป็นก้อน จึงจำเป็นต้องอาศัยเวลาและการดูแลหลังทำเพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์กลืนกับผิว

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน ?

ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานเเค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของฟิลเลอร์เเละขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานไหม

ตำแหน่งที่ฉีดฟิลเลอร์

ตำแหน่งที่ฉีดมีผลกับอายุหรือความคงสภาพฟิลเลอร์ ถ้าฉีดฟิลเลอร์บริเวณที่มีการขยับบ่อย เช่น ปาก หรือร่องแก้ม ฟิลเลอร์อาจจะสลายตัวเร็วกว่าตำแหน่งอื่น ที่มีการใช้งานหรือขยับน้อย

ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ และฟิลเลอร์แต่ละรุ่น มีขนาดโมเลกุลและปริมาณ HA ไม่เท่ากัน เพราะมีกระบวนการผลิตไม่เหมือนกัน ทำให้อายุการใช้งานของฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อและรุ่นไม่เท่ากัน ยิ่งความเข้มข้นของ HA สูง เนื้อเจลก็จะสูง อยู่ได้นาน แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดหรือตำแหน่งที่ฉีดว่าฉีดได้ไหมหรือฉีดได้มากน้อยเเค่ไหน ปริมาณกี่ cc เพราะยิ่งเข้มข้นสูง เนื้อเจลก็จะเเข็ง

ความร้อนส่งผลต่อฟิลเลอร์

ความร้อนมีผลกับการสลายตัวลองฟิลเลอร์ เช่น การทำเลเซอร์ตรงบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ หรือการแสดงสีหน้าแรงๆ บ่อยๆ เพราะจะทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม

การย่อยสลายของฟิลเลอร์

การย่อยสลายตามอายุการใช้งานของฟิลเลอร์เเละการดูแตัวเองของเเต่ละบุคคล เช่น ดื่มแอกอฮอล์ สูบบุรี่ ก็ทำให้ฟิลเลอร์ย่อยสลายได้ไวขึ้นกว่าเดิม

ปริมาณการฉีดฟิลเลอร์ที่เหมาะสม

ปริมาณการฉีดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมส่งผลกับการสลายตัว ฉีดฟิลเลอร์น้อยไปบางไปก็สลายตัวได้ไว เเต่การฉีดฟิลเลอรมากไปก็ไม่ส่งผลดีเพราะอาจทำให้บริเวณที่ฉีดนั้นเกินจริงหรือดูเยอะไป ฉีดฟิลเลอร์ปริมาณที่เหมาะสมจะดีที่สุด

เมื่อทราบเเล้วว่าฟิลเลอร์คืออะไร ทำไมถึงฉีดฟิลเลอร์ รวมไปถึงจุดหรือตำแหน่งยอดฮิตที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ เห็นผลเมื่อไหร่ เเละอยู่ได้นานเเค่ไหน ก็อย่าลืมสำรวจตัวเองอย่ารอให้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือปัญหามีริ้วรอย มาทำให้ลดความมั่นใจ เเละถ้าหากกำลังพบเจอปัญหาเหล่านี้ อยากที่จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด ปลอดภัย ก็สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ Kalm Clinic กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ตอบโจทย์แก้ปัญหาได้ตรงจุดกับคุณมากที่สุด

“เพราะความงามของคุณคือความใส่ใจของเรา…ค้นพบความมั่นใจในตัวเองได้แล้ววันนี้ ที่คลินิกเสริมความงาม Kalm Clinic”

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

Oligio คู่กับอะไรแล้วเวิร์ก?

Oligio คู่กับอะไรแล้วเวิร์ก?

โปรแกรม Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ เรียบเนียน...