Oligio Vs Ultraformer III ต่างกันยังไง ทำไมทำคู่กันแล้วดี ?

Oligio Vs Ultraformer III ต่างกันยังไง ทำไมทำคู่กันแล้วดี ?

ปัจจุบันการยกกระชับใบหน้าเป็นเทรนด์ที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากไม่ต้องใช้เข็ม อีกทั้งมีหลายเทคโนโลยีที่ได้รับความไว้วางใจจากแพทย์และคนไข้ให้เลือกสรร โดยเครื่องที่กำลังเป็นที่นิยมในด้านความคุ้ม คือ Oligio และ Ultraformer III แม้จะมีเป้าหมายเกี่ยวกับการยกและกระชับที่คล้ายกัน แต่มีการทำงานและเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เมื่อทำร่วมกันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

Oligio คืออะไร

Oligio เป็นเทคโนโลยี Monopolar RF (คลื่นวิทยุความถี่สูง) ที่ปล่อยพลังงานลงไปกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวชั้นหนังแท้ และชั้นไขมัน ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยกลับมาตึงแน่น รูขุมขนแลดูเล็กลง และผิวดูเรียบเนียนขึ้น

  • จุดเด่น: เน้นความแน่นและความเฟิร์มของผิว
  • เหมาะกับ: ผู้ที่รู้สึกว่าผิวเริ่มหลวม โทรม ไม่กระชับ ต้องการให้ผิวแน่นขึ้น

Ultraformer III คืออะไร

Ultraformer III เป็นเครื่องยกกระชับที่ใช้เทคโนโลยี Micro & Macro Focused Ultrasound ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อใต้ผิว) ช่วยยกโครงหน้าและเก็บกรอบหน้าให้ชัด

  • จุดเด่น: เน้นความยกของใบหน้า
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการเก็บกรอบหน้าให้ชัด ยกแก้ม ยกคาง และปรับรูปหน้า

Oligio vs Ultraformer III ต่างกันยังไง

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของ Oligio vs Ultraformer III โดยแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้

คุณสมบัติ Oligio Ultraformer III
เทคโนโลยี Monopolar RF Micro & Macro Focused Ultrasound
การลดความเจ็บ ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Fat) ชั้นกล้ามเนื้อใต้ผิว (SMAS)
จุดเด่น เพิ่มความเฟิร์มให้ผิวทุกชั้น และความร้อนจากตัวเครื่องจะช่วยให้ไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังมีขนาดเล็กลง ยกกระชับโครงสร้างใบหน้าในชั้นกล้ามเนื้อใต้ผิว
ผลลัพธ์ ผิวมีความแน่นขึ้น รูขุมขนเล็กลง คุณภาพผิวดีขึ้น หน้ายก ปรับรูปหน้าให้ได้รูป และกรอบหน้าชัดขึ้น
เหมาะกับ ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ไม่แน่น ไม่กระชับ ผู้ที่ต้องการยกกรอบหน้า ลดริ้วรอยบางส่วน

ทำไมทำ Oligio กับ Ultraformer III คู่กันแล้วดี?

เนื่องจากปัญหาผิวและความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดจากชั้นผิวเพียงชั้นเดียว เพราะเกิดจากการที่คอลลาเจนในแต่ละชั้นผิวค่อยๆ หายไป การทำ Oligio และ Ultraformer III ร่วมกันจึงตอบโจทย์การแก้ปัญหาผิวได้ครบกว่า

1. แก้ปัญหาโครงสร้างผิวหย่อนคล้อยและผิวไม่แน่นไปพร้อมกัน

เมื่อมีปัญหากรอบหน้าเริ่มหาย แก้มตก มีแก้มและเหนียง เครื่อง Ultraformer III จะช่วย ยกกระชับผิวจากชั้น SMAS ทำให้รูปหน้าชัดขึ้น ส่วน Oligio จะเข้ามาดูแลผิวในชั้นอื่นๆ เพื่อให้ผิวแน่น แลดูสุขภาพดี

2. ได้ผลลัพธ์แบบ 2 in 1 ทั้งยกและฟื้นฟูผิว

หากทำ Ultraformer III อย่างเดียว ทำให้ใบหน้าดูยกกระชับขึ้นแต่ผิวยังมีความบางและไม่เฟิร์มอยู่ แต่การทำคู่กันจะช่วยให้ผิวที่ยกขึ้นนั้นดูเนียนละเอียดขึ้นด้วย Oligio

3. ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

Ultraformer III และ Oligio จะช่วยให้เห็นผลของการยกผิวได้ทันทีในบางส่วน และชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 1-3 เดือนแรก ทำให้ผลของการยกกระชับนั้นคงอยู่ได้นานขึ้น และดูเป็นธรรมชาติ

เหมาะกับใคร

การทำ Oligio และ Ultraformer III คู่กัน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลากหลายรูปแบบ นอกจากปัญหาผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อยแล้ว ยังมีปัญหาคุณภาพผิวที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

  1. เหมาะกับผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด แก้มล่างตก มุมปากตก หรือมีเหนียง Ultraformer III และ Oligio จะช่วยยกกรอบหน้าให้กลับมาคมชัด
  2. ผู้ที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อยทั้งโครงหน้าและผิว ทำให้รู้สึกผิวบางลง ไม่กระชับ เวลาส่องกระจกจะเห็นผิวที่ดูโทรม รวมทั้งการแต่งหน้าที่ไม่ติดทน Oligio และ Ultraformer III จะช่วยให้ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนกระชับ และผิวดูเรียบเนียน
  3. ผู้ที่อยากได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมในครั้งเดียว ไม่อยากทำหัตถการหลายครั้งเพื่อแก้ทีละจุด แต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทั้งรูปหน้าและผิวหน้า
  4. ผู้ที่กังวลเรื่องริ้วรอยและความหย่อนคล้อยในอนาคต การทำคู่กันจะช่วยชะลอการเสื่อมของผิว ทำให้ยังคงความอ่อนเยาว์ได้นานขึ้น

สรุป

ถึงแม้ Oligio และ Ultraformer III จะเป็นเครื่องยกกระชับเหมือนกัน แต่มีจุดเด่นและเทคโนโลยี่ที่แตกต่างกัน การทำร่วมกันจึงให้ผลลัพธ์ที่ครบถ้วน ทั้งการยกหน้าและการกระชับ ในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและชัดเจน

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

Profhilo ทางเลือกใหม่สายผิวสวยสุขภาพดี

Profhilo ทางเลือกใหม่สายผิวสวยสุขภาพดี

การมีหน้าสดที่แลดูสดชื่นและสดใส เป็นสิ่งที่หลายคนนั้นอยากมี จำเป็นต้องใช้สกินแคร์และหัตถการช่วยดูแล โดยโปรแกรม Profhilo สกินบูสเตอร์ที่ช่วยปลุกผิวของเราให้แข็งแรงจากภายใน คือหนึ่งทางเลือกสำหรับสายงานผิวสวยสุขภาพดี

รู้จักกับ Profhilo

Profhilo เป็น Bio-Remodelling หรือสารฟื้นฟูคุณภาพของโครงสร้างทุกชั้นผิว เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปลายปี 2024 และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเป็นการรวมกันของ HA บริสุทธิ์เข้มข้น ช่วยปรับและฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยให้ผิวกระชับขึ้น ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และซ่อมแซมผิวด้านบน เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของการมีผิวสวยสุขภาพดีจากภายใน ไม่ใช่แค่การฉีดเพื่อความสวย แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น

5 เหตุผลที่ทำให้ Profhilo เป็นตัวเลือกของสายผิวสวยสุขภาพดี

ในยุคที่ใครๆ ก็อยากสวยแบบไม่ต้องพยายามเยอะ การแต่งหน้าปกปิดแบบหนาๆ หรือพึ่งเมคอัพทุกวันอาจไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ ทำให้หลายคนหันมาโฟกัสที่เทรนด์งานผิวจริงมากขึ้น เช่น ตื่นมาแล้วหน้าใส ผิวแน่น รูขุมขนเล็กแบบไม่ต้องปกปิด โดยการใช้สกินแคร์ การมาสก์หน้า และอีกหนึ่งในตัวช่วยที่กำลังน่าสนใจตอนนี้คือ Profhilo

ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ Profhilo เป็นตัวเลือกของสายผิวสวยสุขภาพดี คือ

1. เทรนด์งานผิวแบบธรรมชาติกำลังมาแรง ทำให้ผู้คนไม่อยากแต่งหน้าหนา และอยากมีผิวดีตลอดทั้งวัน ซึ่ง Profhilo ตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ดีมาก เพราะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูอิ่มน้ำจากภายใน ผิวจะดูโกลว์และฉ่ำขึ้นจากส่วนประกอบของ Hyaluronic Acid (HA) บริสุทธิ์ที่มีความเข้มข้นสูง มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี

2. คนที่อยากมีใบหน้าที่ดูแน่น กระชับ ไม่บวม และไม่โป๊ะ เพราะ Profhilo เป็นสารฟื้นฟูที่จะเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ทำให้ผิวหน้าดูแน่นขึ้น กระชับขึ้น และดูเด็กลงเพราะริ้วรอยที่จางลง เหมาะกับคนที่อยากดูดีแบบธรรมชาติ

3. ช่วยฟื้นฟูผิวจากคนที่ผิวบอบบาง ผิวลอก ผิวโทรม และเกิดอาการแพ้ได้ง่าย เนื่องจาก Profhilo มี Hyaluronic Acid (HA) ความเข้มข้นสูงถึง 64 มิลลิกรัม ที่มากกว่าสกินบูสเตอร์ทั่วไป ช่วยเติมน้ำและกระจายสู่โครงสร้างผิวทุกชั้น จึงช่วยปลอบประโลมเซลล์ผิวที่อ่อนล้าให้กลับมาแข็งแรงขึ้นได้

4. ใช้เวลาฉีดไม่นาน ไม่ต้องเจ็บตัวบ่อย เพราะ Profhilo ใช้จุดฉีดเพียง 5 จุดต่อข้าง (รวม 10 จุดทั่วหน้า) เพื่อให้ตัวยากระจายได้ทั่วถึง โดยปกติจะนิยมฉีดให้ครบ 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน จากนั้นผิวจะดีขึ้นเรื่อยๆ เหมาะกับคนที่กลัวเข็มหรือไม่อยากเจอเข็มบ่อย แต่ก็ยังอยากดูแลผิวตัวเอง

5. ยิ่งทำยิ่งสวยขึ้น เนื่องจาก Profhilo ไม่ใช่หัตถการปรับรูปหน้าในทันที แต่เป็นการฟื้นฟูผิวระยะยาว ยิ่งทำผิวยิ่งสุขภาพดี เหมาะกับคนที่อยากดูแลผิวตั้งแต่อายุ 25 ขึ้นไป

ฉีด Profhilo เจ็บไหม

การทำโปรแกรมฉีด Profhilo อาจมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล แต่ก่อนการทำหัตถการจะมีการแปะยาชาและฉีดยาชาเพื่อให้รู้สึกเจ็บน้อยลง หรือไม่เจ็บเลย เนื่องจากฉีดเพียง 10 ตำแหน่ง

Profhilo อยู่นานแค่ไหน

Profhilo อยู่ได้นาน 6-12 เดือน เมื่อฉีดครบ 2 ครั้งตามปริมาณที่แนะนำ เมื่อครบ 6 หรือ 12 เดือน สามารถฉีดเพิ่มได้ เพื่อกระตุ้นให้ผิวได้รับการฟื้นฟูมากยิ่งขึ้น

รีวิว Profhilo

สรุป

เหตุผลที่ทำให้ Profhilo เป็นทางเลือกสำหรับสายผิวสวยสุขภาพดี คือ เทรนด์งานผิวที่กำลังมาแรง คนเริ่มอยากโชว์หน้าสดตัวเองมากขึ้น Profhilo ช่วยให้ผิวมีความแน่นและกระชับขึ้น ช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง ใช้เวลาทำไม่นาน ไม่ต้องพักฟื้น และยิ่งทำยิ่งสวย ซึ่งผลลัพธ์ของการฉีดจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล อยู่ได้นานกว่า 6-12 เดือน และสามารถฉีดเพิ่มได้ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มเติม

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

Oligio ไม่ต้องรอผิวหย่อนคล้อยแล้วค่อยแก้ไข

Oligio ไม่ต้องรอผิวหย่อนคล้อยแล้วค่อยแก้ไข

ผิวของเรามีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน จากการใช้ชีวิตประจำวันและการดูแลตัวเอง แน่นอนว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาผิวที่จะตามมาคือการเกิดความหย่อนคล้อย ซึ่งเทคโนโลยีกระชับผิวอย่าง Oligio สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวที่มากเกินไป

ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ เกิดจากอะไร

ผิวหย่อนคล้อยและไม่กระชับ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

ผิวหย่อนคล้อย

1. อายุเพิ่มขึ้น
ร่างกายของเราจะสามารถผลิตคอลลาเจนได้ตามธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เนียนละเอียด และกระจ่างใสไร้ริ้วรอย แต่เมื่ออายุครบ 25 ปีขึ้นไป กระบวนการเหล่านี้จะเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ คอลลาเจนที่เคยมีเยอะก็ลดลง จนผิวเกิดความไม่กระชับ มีริ้วรอย

2. ความเครียด
ความเครียดส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สามารถทำลายคอลลาเจนในผิวได้ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของคอลลาเจนที่จะช่วยให้ผิวของเรากระชับ เต่งตึง และแข็งแรงนั้นลดลง อีกทั้งการขมวดคิ้วแบบไม่รู้ตัวเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหัวคิ้วและหน้าผาก

3. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่เกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ในช่วงวัยรุ่นจะผลิตออกมาจำนวนมาก เพื่อช่วยให้ผิวดูเต่งตึง เมื่อเวลาผ่านไปประสิทธิภาพในการผลิตฮอร์โมนจะลดลง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

4. พักผ่อนไม่เพียงพอ
การนอนในเวลาที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ออกมา ทำให้ร่างกายเราได้รับการฟื้นฟู ผิวดูอ่อนเยาว์ เมื่อนอนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนน้อย จะทำให้ร่างกายดูโทรม ไม่สดใส ผิวหย่อนคล้อย

5. มลภาวะที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน
มลภาวะต่างๆ เช่น แสงแดด ฝุ่น ควัน และอื่นๆ มีส่วนทำให้ผิวมีอายุมากขึ้น เนื่องจากแสงแดดจะเข้าไปกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระ

ทำไมต้อง Oligio

Oligio ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF ยิงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นที่แพทย์ใช้ผ่าตัดดึงหน้า
แต่ต่างจากการผ่าตัดคือทำ Oligio แล้วไม่มีแผล และไม่ต้องพักฟื้น
เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ คืนความแน่น ความเฟิร์มให้ผิว อีกทั้งยังสามารถช่วยสลายไขมันส่วนเกินบริเวณชั้นไขมันได้ด้วย

1. Oligio ช่วยให้ผิวมีความกระชับ เต่งตึง และเรียบเนียนขึ้น จากการยกกระชับของเทคโนโลยี
2. Oligio ช่วยกรอบหน้าชัดขึ้นจากการยกกระชับ
3. สามารถทำ Oligio ได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้นๆ หรือ 25 ขึ้นไป เพราะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลของคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้เริ่มหย่อนคล้อย มีความหลวม
4. Oligio เจ็บน้อย ดูแลง่าย ไม่ต้องพักฟื้น

  • เจ็บน้อยเพราะทำแล้วจะรู้สึกถึงความอุ่นๆ มากกว่าความเจ็บ รวมทั้งมีการทายาชาก่อนทำหัตถการเพื่อบรรเทาความเจ็บระหว่างทำ
  • ดูแลง่าย เมื่อทำหัตถการเสร็จแล้วสามารถแต่งหน้าได้ หรือทาครีมกันแดด และสกินแคร์ที่ใช้เป็นประจำวันได้ แต่ควรเว้นการทำหัตถการประเภทเลเซอร์หรืออบซาวหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังทำ
  • ไม่ต้องพักฟื้น เพราะทำเสร็จแล้วไม่ต้องห่วงเรื่องการดูแลรักษาแผล สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้เลย

5. ใบหน้าได้รูป ลดแก้มและเหนียงได้ เพราะ Oligio จะช่วยยกกระชับผิวและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ผิวที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อยนั้นยกขึ้น หรือแก้มที่เคยป่องก็ดูเล็กลง
6. Oligio ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ หลังทำอาจเห็นผลที่เปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย แต่คุณภาพผิวจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 1-3 เดือน และจะคงอยู่นานประมาณ 9-12 เดือน สามารถทำซ้ำได้ 1-2 ครั้งต่อไป

เริ่มทำ Oligio ตั้งแต่ต้นเห็นผลไวกว่า ฟื้นฟูง่ายกว่า

แน่นอนว่าการทำ Oligio ตั้งแต่เนิ่นๆ มีข้อดีในด้านการเห็นผลไว และฟื้นฟูได้ง่าย เพราะผิวเดิมของเรายังมีความยืดหยุ่นดี การตอบสนองต่อการรักษาจึงดีตามไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นการรักษาผิวหน้าให้คงเดิมได้นานที่สุด การเริ่มยกกระชับผิวตั้งแต่ยังไม่เห็นปัญหา หรือมีปัญหาเพียงเล็กน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ทำ Oligio ตอนผิวหย่อนคล้อยจะเห็นผลไหม

เมื่อผิวเกิดความหย่อนคล้อยแล้ว สามารถทำ Oligio ให้เห็นผลได้แต่อาจจะต้องใช้จำนวนช็อตที่มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด หรืออาศัยกับการทำ Oligio ร่วมกับหัตถการอื่นได้ เช่น

1. Oligio กับ Ultraformer III ในผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง
2. Oligio กับ ฟิลเลอร์ ในผู้ที่อยากได้การเสริมหรือพยุงชั้นกระดูก ทำให้ใบหน้าดูยกขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น
3. Oligio กับกลุ่ม Biostimulator อย่าง Sculptra และ Profhilo ในผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ให้ผลิตเรื่อยๆ และคงอยู่ได้นานขึ้น เพราะกลุ่ม Biostimulator จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type 1 ทำให้ผิวกลับมาอ่อนเยาว์ ยกกระชับที่โครงสร้างภายใน

Oligio เหมาะกับช่วงอายุไหนบ้าง

1. ช่วงอายุ 25-30 ปี เริ่มดูแลก่อนผิวเปลี่ยน
เป็นวัยที่คอลลาเจนเริ่มเสื่อมลง ผิวไม่แน่นเหมือนที่เคยเป็น กรอบหน้าเริ่มไม่ชัดเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น นอนดึก กินเยอะ ทำงานหนัก หรือความเครียด Oligio จึงเหมาะกับวัยนี้เพราะช่วยยกกระชับผิว สลายไขมันส่วนเกิน ชะลอความหย่อนคล้อย และดูแลโครงหน้าให้คงรูปไว้ได้นานขึ้น
2. ช่วงอายุ 30-40 ปี ยกกระชับผิวที่เริ่มเปลี่ยน
ช่วงอายุ 30-40 เป็นวัยที่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น ร่องแก้มลึก มุมปากตก ใบหน้ามีความคล้อยมากขึ้น Oligio จึงตอบโจทย์เพราะช่วยยกกระชับชั้นลึกโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล เจ็บน้อย และได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ หากต้องการแก้ไขได้ครบทุกปัญหา

3. ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ฟื้นฟูโครงสร้างผิว
เป็นวัยที่โครงสร้างผิวเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะคอลลาเจนที่เสียไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น Oligio จึงเหมาะกับการยกกระชับและฟื้นฟูผิว แต่ต้องใช้จำนวนช็อตที่มากขึ้น สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ หากต้องการการฟื้นฟูที่ครบถ้วน

สรุป

Oligio เป็นหัตถการที่ไม่ต้องพักฟื้น เจ็บน้อย ไม่มีแผล แต่สามารถยกกระชับและลดขนาดไขมันส่วนเกินได้ด้วยเทคโนโลยี Monopolar RF และไม่ได้ทำให้เราหน้าเปลี่ยน แต่ช่วยให้เรากลับไปเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่สดใสขึ้น การทำ Oligio จึงสามารถทำได้ทุกช่วงวัยที่อยากดูแลผิว ป้องกันความหย่อนคล้อยของผิว เพราะจะทำให้ดูมีอายุ แต่การที่เราเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้สภาพผิวของเรามีความเฟิร์มกระชับได้นานขึ้น

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

โปรแกรมยกหน้าดารา ยกทุกชั้นตั้งแต่ผิวยันกระดูก ดีอย่างไร ? เหมาะกับใคร ?

โปรแกรมยกหน้าดารา ยกทุกชั้นตั้งแต่ผิวยันกระดูก ดีอย่างไร ? เหมาะกับใคร ?

ใบหน้าที่เรียวและกระชับ ต้องอาศัยการดูแลจากโครงสร้างของใบหน้า เพราะการยกหน้าให้สวยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่คือศิลปะที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในชั้นผิว โครงสร้างใบหน้า และการเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง

Kalm Clinic จึงได้พัฒนาโปรแกรมยกหน้าดาราขึ้นมา ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าของเรา “ยกทุกชั้นตั้งแต่ผิวยันกระดูก”

โปรแกรมยกหน้าดาราคืออะไร

โปรแกรมยกหน้าดารา The First & Original by Kalm Clinic เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยอิงจากทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ของคุณหมอที่ได้เดินทางไปศึกษางาน ดูเทรนด์ความงาม และเทคนิคใหม่ๆ จากหลากหลายประเทศ เพื่อนำมาผสานกับความเข้าใจในโครงสร้างผิวของคนไทย จนเกิดเป็นโปรแกรมเฉพาะของคลินิก

โดยโปรแกรมยกหน้าดารา จะรวมหลายหัตถการที่สามารถทำร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของการยกกระชับ ฟื้นฟู เติมเต็ม หรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพราะความสวยไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือการออกแบบอย่างมีศิลปะและความเข้าใจ

จุดเด่นของโปรแกรมยกหน้าดารา

เนื่องจากโปรแกรมยกหน้าดาราประกอบไปด้วยหลายหัตถการ แต่ละหัตถการจะมีจุดเด่นและข้อดีที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. Oligio ลดแก้ม ลดเหนียง จัดการชั้นไขมันด้วยคลื่น RF
เทคโนโลยี Monopolar RF ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวตื้นได้อย่างนุ่มนวล ให้ความรู้สึกสบาย ไม่เจ็บ และคลื่นความร้อนจากตัวเครื่องสามารถเข้าไปลึกถึงชั้นไขมัน เพื่อช่วยลดไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนังได้อีกด้วย เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย และมีแก้มหรือเหนียงเยอะ

2. Ultraformer III ยกกระชับชั้น SMAS
หัตถการที่ได้รับความนิยม ด้วยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ (Micro & Macro Focused Ultrasound) ที่สามารถลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้สำหรับการผ่าตัดดึงหน้า ทำให้หน้ายกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาแก้มหย่อน กรอบหน้าไม่ชัด

3. ฟิลเลอร์ยกหน้า เสริมโครงสร้าง และเพิ่มมิติให้ใบหน้า
การเติมเต็มผิวหรือยกหน้าด้วยฟิลเลอร์ ในโปรแกรมยกหน้าดาราจะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าแลดูหย่อนคล้อย หน้าตอบ หน้าล้า ร่องลึก ซึ่งฟิลเลอร์จะเข้ามาช่วยพยุงเส้นเอ็น Retaining Ligament เพื่อให้โครงสร้างผิวกลับมากระชับได้ โดยคุณหมอของ Kalm Clinic เน้นการปรับโครงสร้างหน้าให้ดูละมุน เป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ และเน้นผลลัพธ์ที่ลูกค้าพึงพอใจ

4. Profhilo ฟื้นฟูผิวในระดับเซลล์
นวัตกรรม Hya เข้มข้นที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และความชุ่มชื้นในผิว เรียกได้ว่าเป็นสารฟื้นฟูคุณภาพของโครงสร้างผิวในทุกชั้น เหมาะกับผู้ที่ผิวดูโทรม ผิวขาดน้ำ หรือเริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ ช่วยให้ผิวแน่นกระชับขึ้น ฉ่ำวาวขึ้น

5. Sculptra ยกกระชับจากข้างในด้วยพลังของคอลลาเจน
ตัวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ทำงานลึกถึงชั้นลึกสุดของผิว ทำให้โครงสร้างผิวมีความยกกระชับอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูใบหน้าในแบบที่ดูไม่เปลี่ยนไปทันที แต่เปลี่ยนอย่างละมุน และผิวดูตึงกระชับไปเรื่อยๆ

โปรแกรมยกหน้าดาราเหมาะกับใคร

โปรแกรมยกหน้าดาราเหมาะกับ

  1. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่กระชับ
  2. ผู้ที่มีแก้มหรือเหนียงเยอะ และอยากลดไขมันส่วนเกินเหล่านี้
  3. ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด
  4. ผู้ที่ต้องการให้ใบหน้ามีความยก หรือ Lifting ขึ้น
  5. ผู้ที่มีคุณภาพผิวไม่สมดุล ผิวแห้งขาดน้ำ แลดูไม่สดใส
  6. ผู้ที่ต้องการเพิ่มความแน่น และอิ่มฟูให้กับโครงสร้างผิว

ทำไมต้อง “โปรแกรมยกหน้าดารา” ที่ Kalm Clinic?

ทุกการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ทุกขั้นตอนการทำหัตถการ และทุกเทคนิคที่ Kalm Clinic เลือกใช้ในโปรแกรมยกหน้าดารา ผ่านการคิด วิเคราะห์ และประเมินอย่างละเอียด โดยการทำความเข้าใจในโครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคล หรือ ดูแลแบบบ Case by Case เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. โปรแกรมยกหน้าดาราออกแบบโดยคุณหมอผู้มีประสบการณ์
คุณหมอของ Kalm Clinic เดินทางไปเข้าร่วมงานประชุมทางการแพทย์ และ Workshop เชิงลึกในหลายประเทศ เพื่อศึกษาเทรนด์ เทคนิค และเครื่องมือใหม่ๆ จากแพทย์ระดับโลก แล้วนำมาปรับให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล จนกลายมาเป็น “โปรแกรมยกหน้าดารา”

2. รวมหลายหัตถการสุดจึ้งไว้ในครั้งเดียว
โปรแกรมยกหน้าดาราไม่ได้เน้นแค่ยกหน้า แต่ดูแลครอบคลุมหลายปัญหา ทั้งยกกระชับผิว เติมเต็ม ฟื้นฟูความชุ่มชื้น กระตุ้นคอลลาเจน ดูแลผิวในชั้นตื้นและชั้นลึก ด้วย Oligio, Ultraformer III, ฟิลเลอร์, Profhilo และ Sculptra ในสัดส่วนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

3. เน้นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ดูดีอย่างมั่นใจในทุกมุม
ทุกๆ การทำหัตถการ จะเน้นทั้งผลลัพธ์ที่เหมาะสม และผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ ให้มั่นใจว่า Kalm Clinic เปรียบเสมือนเพื่อนที่อยากมาปรึกษาปัญหา และหาวิธีแก้ไขร่วมกันอย่างดีที่สุด

4. ดูแลให้ปลอดภัยด้วยทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์
ทุกเคสดูแลโดยแพทย์ผู้ผ่านการเทรนนิ่งจากบริษัทโดยตรง และมีประสบการณ์หลายเคส

5. มาตรฐานระดับคลินิกพรีเมียม ที่ให้ความรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มา
Kalm Clinic ให้ความสำคัญทั้งเรื่องผลลัพธ์ และความรู้สึกของคนไข้ ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย และการดูแลที่เป็นส่วนตัวในทุกขั้นตอน เพราะเราบริการด้วยใจ ไม่ใช่แค่รักษา

โปรแกรมยกหน้าดารา รีวิว

รีวิวโปรแกรมยกหน้าดารา

ราคาโปรแกรมยกหน้าดารา

ราคาโปรแกรมยกหน้าดารา The First & Original by Kalm Clinic มีดังนี้

  1. Ultraformer III 400 Shots + Oligio 200 shots ราคา 15,900.-
  2. Ultraformer III 400 Shots + Oligio 400 shots ราคา 25,900.-
  3. Ultraformer III 600 Shots + Oligio 600 Shots ราคา 40,900.-
  4. และโปรโมชันอื่นๆ หน้าเพจ

สรุป

โปรแกรมยกหน้าดารา คือโปรแกรมที่จะช่วยให้ใบหน้าของเรา “ยกทุกชั้นตั้งแต่ผิวยันกระดูก” โดยเกิดจากการรวมตัวกันของหัตถการที่เน้นการฟื้นฟูผิว ยกกระชับ เติมเต็ม กระตุ้นคอลลาเจน และดูแลจากโครงสร้างภายใน เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีแก้มและเหนียง กรอบหน้าไม่ชัด คุณภาพผิวไม่สมดุล หรือต้องการให้ใบหน้ามีความยกกระชับขึ้น

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

ขอบตาคล้ำ ใต้ตาลึก มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ควรทำอย่างไรดี ?

ขอบตาคล้ำ ใต้ตาลึก มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ควรทำอย่างไรดี ?

ปัญหาขอบตาคล้ำ ขอบตาดำ หรือใต้ตาลึก เป็นสิ่งที่พบได้ในทุกช่วงอายุ ทำให้ใบหน้าดูไม่สดชื่น อ่อนเพลีย ดูมีอายุ ส่วนใหญ่ผู้คนอาจจะคิดว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ความจริงแล้วสาเหตุของใต้ตาคล้ำสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจุบันมีหลายวิธีที่จะทำให้ใต้ตาคล้ำกลับมาสดใสได้ ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล

ใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร?

ปัญหาใต้ตาคล้ำ ขอบตาดำ (Dark Circles) คือการที่ผิวหนังรอบดวงตามีสีที่เข้มหรือคล้ำขึ้น อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย ดังนี้

  1. ใต้ตาคล้ำจากพันธุกรรม โครงสร้างผิวหนังบริเวณใต้ตาที่บางจากกรรมพันธุ์ ส่งผลให้เห็นเส้นเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังได้ชัดเจน จนปรากฏเป็นรอยคล้ำที่มองเห็นได้ชัดขึ้น
  2. ใต้ตาคล้ำจากภูมิแพ้ อาการคันรอบดวงตา หรือการขยี้ตา จากโรคภูมิแพ้สามารถทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ตาแตกและเกิดรอยคล้ำ ขอบตาดำได้
  3. ใต้ตาคล้ำจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนหลับไม่สนิทหรือนอนน้อยกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ส่งผลให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา หรือใต้ตาลึกได้
  4. ใต้ตาคล้ำจากอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังจะลดลง ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยและมีความบางลง อีกทั้งไขมันบริเวณใต้ตาก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้เกิดเป็นร่องลึกและเห็นความคล้ำชัดเจนขึ้น
  5. ใต้ตาคล้ำจากแสงแดด การสัมผัสแสงแดดโดยไม่มีการป้องกันจะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินมากขึ้น ทำให้ขอบตามีความคล้ำขึ้นได้
  6. ใต้ตาคล้ำจากการขาดน้ำ เมื่อมีภาวะร่างกายขาดน้ำ อาจทำให้ผิวหนังดูหมองคล้ำและเห็นริ้วรอยรอบดวงตาชัดขึ้น
  7. ใต้ตาคล้ำจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและถี่เกินไป สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวหนังโดยรวม และผิวหนังบริเวณใต้ตาก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา

วิธีป้องกันขอบตาดำ

วิธีป้องกันขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ เพื่อให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดมีหลากหลายวิธี ดังนี้

  1. การพักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และพยายามเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อรักษาระดับความชุ่มชื้นของร่างกายด้วยการดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  3. ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงบริเวณรอบดวงตา และสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกแดด
  4. หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากมีอาการคันตา ควรใช้น้ำตาเทียมหรือปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษา
  5. ดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  6. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตา เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดเลือนรอยคล้ำ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเป็นประจำ
  7. ใช้เมคอัพปกปิดรอยคล้ำใต้ตา

วิธีแก้ปัญหาขอบตาคล้ำ ใต้ตาลึก ฉบับเร่งด่วน

นอกจากการดูแลหรือป้องกันตามวิธีข้างต้นแล้ว เรายังมีการแก้ไขปัญหาขอบตาคล้ำ ใต้ตาลึก ฉบับเร่งด่วน ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

1. โปรแกรมฉีดเมโส
การฉีดเมโส (Mesotherapy) มีส่วนผสมของวิตามินและสารบำรุงผิวต่างๆ ช่วยให้ผิวใต้ตากลับมาแข็งแรงและแลดูสว่างขึ้นได้ไวกว่าการทาครีมบำรุงทั่วไป

2. โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการแก้ไขปัญหาร่องใต้ตาและขอบตาคล้ำที่เกิดจากการยุบตัวของไขมัน การฉีดฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปเติมเต็มบริเวณใต้ตาจะช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้น ร่องลึกดูตื้นขึ้น และเงาคล้ำดูลดลง ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานตั้งแต่ 6-24 เดือนขึ้นไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และการดูแลหลังฉีด เช่น

  • Teoxane รุ่น Redensity 2 เป็นฟิลเลอร์ที่เหมาะกับการฉีดใต้ตาโดยเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาร่องใต้ตาลึกหรือขอบตาคล้ำ เนื้อฟิลเลอร์มีความเนียนไปกับผิวได้ดี ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 12-24 เดือน
  • Restylane รุ่น Vital Light เป็นรุ่นใช้เก็บรายละเอียดของผิวชั้นตื้นได้ดีมาก จึงเหมาะแก่การนำมาฉีดบริเวณใต้ตา ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความเนียนไปกับผิว ไม่เป็นลำเป็นก้อน ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-12 เดือน
  • Yvoire กล่องเขียวรุ่น Classic Plus เหมาะสำหรับการเติมเต็มผิวชั้นบน เพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยเล็กๆ และเพิ่มความชุ่มชื้น ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-9 เดือน
  • Belotero Revive ฟิลเลอร์งานผิวที่สามารถฉีดได้ทั่วหน้า และบริเวณรอบดวงตา ส่งผลให้ผิวโกลว์เล่นแสง อยู่ได้นาน 6-9 เดือน

3. โปรแกรมฉีด Juvelook
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ใช้ในการฟื้นฟูผิวบริเวณใต้ตา เพราะ Juvelook เป็นสารเติมเต็มชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบหลักคือ PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) และ HA (Hyaluronic Acid) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผิวบริเวณใต้ตาเฟิร์มกระชับขึ้น และความคล้ำใต้ตาดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ

4. การทำเลเซอร์ (Laser)
เพื่อปรับสภาพผิวรอบดวงตา การรักษาด้วยเลเซอร์บางชนิดสามารถช่วยลดรอยคล้ำใต้ตา ที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินที่มากเกินไป หรือช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อลดความหย่อนคล้อยและร่องลึกได้

สรุป ควรเลือกวิธีไหนดี ?

ปัญหาขอบตาคล้ำ ขอบตาดำ และใต้ตาลึกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและบรรเทาปัญหาเบื้องต้น แต่สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและชัดเจนขึ้น หัตถการทางการแพทย์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

ซึ่งการเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาขอบตาคล้ำและใต้ตาลึกนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา ความรุนแรงของปัญหา และความต้องการของแต่ละบุคคล การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะช่วยให้เราได้รับคำแนะนำและวิธีแก้ไขทีมีประสิทธิภาพที่สุด

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย