ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบรนด์ไหน?

ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบรนด์ไหน?

การเลือกแบรนด์ฟิลเลอร์ ควรดูว่าเนื้อของฟิลเลอร์เหมาะสมกับจุดที่ต้องการการแก้ไขปัญหาหรือไม่? ปลอดภัยแค่ไหน? อยู่ได้นานแค่ไหน? และแน่นอนว่าที่ Kalm Clinic มีการคัดเลือกเฉพาะฟิลเลอร์แท้จากแบรนด์ชั้นนำ ที่มีคุณภาพ และได้รับการรับรองจากมาตรฐาน อย. เพื่อให้คนไข้มั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัยระยะยาว

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อแก้ไขปัญหาที่กังวล เช่น เติมเต็มริ้วรอยร่องลึก ปรับรูปหน้า เติมใต้ตาให้ดูสดชื่นขึ้น เติมปาก แก้ม คาง หรือขมับ โดยส่วนผสมจะประกอบไปด้วยกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกายของเรา และสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่ที่แบรนด์ของฟิลเลอร์นั้นๆ

ทำไม Kalm Clinic จึงเลือกใช้แบรนด์ฟิลเลอร์ Teoxane, Restylane, Yvoire, Belotero Revive

ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งเหมาะกับจุดฉีดและลักษณะผิวที่หลากหลาย โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยและปลอดภัยที่สุด

ฟิลเลอร์ Teoxane

ฟิลเลอร์ Teoxane แบรนด์ฟิลเลอร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตฟิลเลอร์
จุดเด่น: เป็น Dynamic ฟิลเลอร์ ที่ทำให้เนื้อฟิลเลอร์ยืดหยุ่นตามการขยับของใบหน้า ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง มีความยืดหยุ่น ฉีดแล้วไม่ขึ้นเป็นก้อนเป็นลำ
เหมาะกับ:

  • การเติมเต็มริ้วรอยบริเวณที่เคลื่อนไหวเยอะ เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก และหน้าแก้ม
  • การปรับรูปหน้าให้ดูมีมิติ เช่น คาง และแก้มตอบเพื่อให้ใบหน้าดูอิ่มฟูขึ้น
  • การปรับปรุงคุณภาพผิว และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูสุขภาพดี

อยู่ได้นาน: ประมาณ 12-24 เดือน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลุคเป็นธรรมชาติ และเน้นความยืดหยุ่นของผิว

ฟิลเลอร์ Restylane

ฟิลเลอร์ Restylane ผลิตโดยบริษัท Galderma ประเทศสวีเดน เป็นแบรนด์ฟิลเลอร์แรกของโลก ที่อยู่มานานและยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน
จุดเด่น: มีความละเอียดของเนื้อฟิลเลอร์หลายระดับ สามารถปรับใช้ได้กับทุกบริเวณของใบหน้า ประกอบไปด้วย 2 เทคโนโลยี คือ

  • NASHA technology เนื้อฟิลเลอร์มีความคงตัว สามารถเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้
  • OBT technology เพิ่มความยืดหยุ่น ปรับรูปทรงได้หลากหลาย

เหมาะกับ: การเติมเต็มบริเวณที่ต้องการความคงตัวสูง หรือจุดอื่นๆ เช่น ฉีดใต้ตา ร่องแก้ม คาง ขมับ หน้าแก้ม เติมเต็มความอิ่มของริมฝีปาก เป็นต้น เพราะมีเนื้อฟิลเลอร์ให้เลือกหลากหลาย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
อยู่ได้นาน: ประมาณ 12–18 เดือน แตกต่างกันไปตามรุ่นที่ใช้

ฟิลเลอร์ Yvoire

ฟิลเลอร์ Yvoire แบรนด์ฟิลเลอร์จากประเทศเกาหลีใต้ โดยบริษัท LG Chem
จุดเด่น: ใช้เทคโนโลยี HICE Cross-linking ทำให้เนื้อฟิลเลอร์มีความละเอียดสูง ฉีดแล้วเนียนกลืนไปกับผิว มีความยืดหยุ่นและคงรูปได้นาน มีราคาที่เข้าถึงง่ายแต่คุณภาพจัดเต็ม
เหมาะกับ: การฉีดใต้ตา ร่องแก้ม ปาก และเคสที่ต้องการความเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ
อยู่ได้นาน: 9–18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ฉีด

ฟิลเลอร์ Belotero Revive

ฟิลเลอร์ Belotero Revive แบรนด์ฟิลเลอร์จากประเทศเยอรมนี
จุดเด่น: เป็นฟิลเลอร์เนื้อบางเบาในกลุ่ม Skin Booster ตัวแรกของโลกที่มีส่วนผสมเป็น Hyaluronic Acid กับ Glycerol (สารให้ความชุ่มชื้น) ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้ง ขาดน้ำ หรือมีริ้วรอยเล็กๆ ให้กลับมาเรียบเนียน อิ่มน้ำ ดูสุขภาพดีแบบผิวเด็ก
เหมาะกับ: การฉีดทั่วใบหน้า ลำคอ หรือหลังมือ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น กระจ่างใส Glass Skin และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
อยู่ได้นาน: 6–9 เดือน (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล)

ควรเลือกฟิลเลอร์แบรนด์ไหน?

ฟิลเลอร์ไม่มีแบรนด์ที่ดีที่สุด แต่จะมีเพียงแบรนด์ที่เหมาะกับปัญหาและรูปหน้าของแต่ละคนที่สุด ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และคนไข้ร่วมกัน ซึ่งแพทย์ที่ Kalm Clinic จะช่วยประเมินอย่างละเอียดแบบ Case by Case ก่อนการฉีด เพื่อเลือกแบรนด์ที่ตรงกับความต้องการคนไข้ ทั้งในเรื่องของผลลัพธ์และระยะเวลาการคงอยู่

ราคาฟิลเลอร์ที่ Kalm Clinic

  1. Teoxane เริ่มต้น 25,000.-/cc
  2. Restylane เริ่มต้น 15,900.-/cc
  3. Yvoire เริ่มต้น 12,900.-/cc
  4. Belotero Revive เริ่มต้น 12,900.-/cc

สรุปการเปรียบเทียบฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ

เปรียบเทียบยี่ห้อฟิลเลอร์ เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในฉบับของเรา

แบรนด์ เทคโนโลยี จุดเด่น อยู่ได้นาน
Teoxane Ground breaking Preserved Network หรือ PNT ในการผลิต ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวไปกับการเคลื่อนไหวของผิวหน้า ยืดหยุ่นสูง เนียนธรรมชาติ 12-24 เดือน
Restylane

NASHA technology (มีความคงตัว เติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้)

OBT technology (เพิ่มความยืดหยุ่น ปรับรูปทรงได้หลากหลาย)

แม่นยำ ยืดหยุ่นและคงตัวดี 12-18 เดือน
Yvoire HICE Cross-linking ทำให้เนื้อฟิลเลอร์มีความละเอียดสูง  ละเอียด เนียน ฉีดง่าย 9-18 เดือน
Belotero Revive มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid กับ Glycerol เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวฉ่ำโกลว์ 6-9 เดือน

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

Ultraformer MPT ยกกระชับฟื้นฟูผิว เหมาะกับใคร

Ultraformer MPT ยกกระชับฟื้นฟูผิว เหมาะกับใคร

​​ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มชัด หรือกรอบหน้าไม่คม เป็นสิ่งที่หลายคนกังวลเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น ทำให้เครื่องยกกระชับอย่าง Ultraformer MPT ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัด และอยากทำหัตถการในระยะเวลาที่สั้นลงจากเดิม

Ultraformer MPT คืออะไร

Ultraformer MPT (Micro Pulsed Technology) คือเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยี MMFU (Micro&Macro Focused Ultradound) ที่พัฒนาต่อจาก Ultraformer III ให้มีหัวยิงที่มากขึ้น จัดอยู่ในกลุ่มหัตถการ Hifu โดยสามารถส่งพลังงานลงไปได้หลายชั้นผิว ตั้งแต่ผิวหนังชั้นตื้น ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า สามารถช่วยยกกระชับผิว กระตุ้นคอลลาเจนเพื่อลดริ้วรอยและลดความหย่อนคล้อย อีกทั้งยังช่วยเรื่องงานผิว บำรุงและฟื้นฟูให้ผิวมีความกระจ่างใสขึ้นได้

จุดเด่นของ Ultraformer MPT

จุดเด่นของ Ultraformer MPT คือการมีหัวยิงพลังงานที่ให้เลือกได้หลากหลาย ทั้งการยกกระชับและบำรุงผิว โดยมีโหมดการปล่อยพลังงาน 2 แบบที่ทำงานเร็วขึ้น 2.5 เท่า คือ

  1. Normal Mode เป็นการปล่อยพลังงานคลื่นแบบต่อเนื่อง (Continuous) เป็นจุดเล็ก ๆ เรียงกัน มีความละเอียดและแม่นยำสูง เหมาะกับการยกกระชับผิวและสลายไขมันในชั้นผิวที่ลึก
  2. Micro Pulse Mode (MP) เป็นการปล่อยพลังงานคลื่นเป็นจังหวะ (Pulse) แบบเส้นตรงที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า แต่มีความถี่สูง เหมาะกับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวเรียบเนียนและกระชับขึ้น

สามารถยิงพลังงานได้ 4 รูปแบบ คือ

  • แบบจุด (Normal Dot)
  • แบบเส้นตรงชนิด MP (Micro Pulse)
  • แบบจุดวงกลม (Circular Dot)
  • แบบวงกลมชนิด MP (Micro Circular)

Ultraformer MPT เหมาะกับใคร

การทำเครื่องยกกระชับ Ultraformer MPT เหมาะกับ

  1. ผู้ที่มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อย แก้มตก ร่องแก้มชัด
  2. ผู้ที่อยากยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
  3. ผู้ที่กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหน้า
  4. ผู้ที่ต้องการบำรุงและฟื้นฟูผิวโดยใช้หัวยิง Ultraboost
  5. ผู้ที่อยากทำหัตถการยกกระชับแบบเร็วขึ้น
  6. ผู้ที่ต้องการป้องกันผิวหย่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ

Ultraformer MPT กี่วันเห็นผล อยู่ได้กี่เดือน

ผลลัพธ์หลังทำ Ultraformer MPT 1 ครั้งจะเริ่มเห็นผลทันทีเล็กน้อย และร่างกายจะผลิตคอลลาเจนเรื่อย ๆ เห็นผลเต็มที่ในช่วง 1-2 เดือน ผลลัพธ์คงอยู่ได้นาน 6-12 เดือน สามารถทำ 1 หรือ 2 ครั้งต่อปี เพื่อดูแลผิวและป้องกันปัญหาความหย่อนคล้อยได้

การดูแลตัวเองก่อนและหลังทำ Ultraformer MPT

การดูแลตัวเองก่อนทำ Ultraformer MPT

  • เลี่ยงการทำหัตถการอื่นที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง เช่น การเลเซอร์บริเวณใบหน้า

การดูแลตัวเองหลังทำ Ultraformer MPT

  • สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้น
  • เลี่ยงความร้อนจัด เช่น การอบซาวหน้าแล
  • การเลเซอร์อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • ใช้ครีมบำรุงและกันแดดตามปกติ

Ultraformer MPT vs Ultraformer III

ความแตกต่างของ Ultraformer MPT กับ Ultraformer III มีดังนี้

คุณสมบัติ Ultraformer MPT Ultraformer III
การปล่อยพลังงาน สามารถปล่อยได้หลายรูปแบบ (Normal Mode และ MP Mode) เพื่อเพิ่มความละเอียดและแม่นยำ มีรูปแบบการปล่อยพลังงานแบบ Normal Mode
ระยะเวลาการทำ ทำหัตถการได้เร็วขึ้น 2.5 เท่า ใช้เวลาในการทำหัตถการ 30 นาทีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ใช้
หัวยิง มีหัวยิงที่ระดับความลึก 2.0 mm., 3.0 mm., 4.5 mm., 6.0 mm. และหัวยิงพิเศษ Ultraboost 1.5 mm. ช่วยบำรุงฟื้นฟูผิว มีหัวยิงที่ระดับความลึก 1.5 mm., 2.0 mm., 3.0 mm. และ 4.5 mm.
เหมาะกับใคร ผู้ที่กลัวความเจ็บ เพราะ MPT พัฒนาให้เจ็บน้อยลง ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์คุ้มค่า ในงบที่ย่อมเยา

ราคา Ultraformer MPT

ราคา Ultraformer MPT ที่ Kalm Clinic มีดังนี้

  1. 400 Shots 15,900.- ฟรีโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ลิฟต์กรอบหน้า
  2. 600 Shots 21,900.- เลือกของแถม 1 อย่าง
  3. 900 Shots 31,900.- เลือกของแถม 2 อย่าง
  4. 1,200 Shots 41,900.- เลือกของแถม 3 อย่าง

รายการของแถม

  • โปรแกรม Oligio 50 Shots
  • โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อกราม
  • โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ริ้วรอย

สรุป

เครื่องยกกระชับ Ultraformer MPT ถูกพัฒนามาจาก Ultraformer III ให้มีความไวขึ้น สามารถยิงพลังงานได้หลากหลาย เจ็บน้อย สามารถลงได้ลึกกว่าเดิม อีกทั้งยังมีหัวยิงที่สามารถบำรุงผิวได้ (Ultraboost) ทำให้ผิวมีความกระจ่างใสขึ้นได้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการประหยัดเวลาในการทำหัตถการ

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

โปรแกรม OligioX คืออะไร ดีจริงไหม? เหมาะกับใคร?

โปรแกรม OligioX คืออะไร ดีจริงไหม? เหมาะกับใคร?

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และกรอบหน้าที่ไม่ชัดเจน มักจะตามมา หลายคนอยากแก้ปัญหานี้ แต่กลัวการผ่าตัดหรือไม่มีเวลาพักฟื้นมากนัก ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยียกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัดเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการความงามคือ OligioX ที่พัฒนาต่อจาก Oligio จากบริษัท Wontech Asia ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ OligioX และจุดเด่นที่น่าสนใจของตัวเครื่อง

OligioX คืออะไร

OligioX เป็นเครื่องยกกระชับจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) จึงปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar RF) ในการส่งพลังงานความร้อนอย่างสม่ำเสมอไปยังเนื้อเยื่อเพื่อให้คอลลาเจนเก่าหดตัว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ สามารถช่วยยกกระชับผิวหน้า ลดความหย่อนคล้อย แก้ปัญหาริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัดและใช้เวลาพักฟื้นน้อย

จุดเด่นของ OligioX

OligioX คลื่นวิทยุความถี่สูง 6.78 MHz มี Dual Mode (G Mode/ X Mode) โดยทำงานสลับลึกและตื้นทำให้ปรับการรักษาให้เข้ากับหลายชั้นผิวได้ มีระบบระบายความร้อนแบบเรียลไทม์เพื่อลดผลข้างเคียง ทำให้คนไข้รู้สึกสบายขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น

  • G Mode
    เป็นโหมดที่พลังงานลงตื้นมากกว่าโหมด X ใช้ความร้อนอ่อนลงที่ชั้นผิวบน (upper dermis) เพื่อทำการ pre-heat หรือรองรับการยิงโหมด X ในภายหลัง
  • X Mode
    เป็นโหมดพิเศษของเครื่อง OligioX ที่สามารถปล่อยความเย็น (Cooling) ออกมาได้แบบเรียลไทม์ 11 Pulses ทำให้เย็นขึ้น และสามารถปล่อยพลังงานลงสู่ผิวได้ลึกมากขึ้นจากโหมดปกติ ช่วยเพิ่มระยะเวลาของผลลัพธ์ให้นานขึ้นเมื่อเทียบกับ Oligio รุ่นก่อน

ข้อดีของ OligioX

ข้อดีของ OligioX คือ

  • เป็นพลังงาน RF ที่ลงลึกสู่ผิว สามารถกระตุ้นคอลลาเจนได้หลายชั้นผิว
  • มีระบบระบายความร้อน (Cooling System) ที่สามารถลดความรู้สึกเจ็บและปกป้องผิวชั้นนอกไม่ให้ถูกทำลาย
  • มี Dual Mode Technology ที่ช่วยให้แพทย์สามารถปรับพลังงานได้เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของคนไข้
  • สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และยังกระตุ้นคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 1–3 เดือนหลังทำ

OligioX ต่างกับ Oligio อย่างไร

OligioX เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจาก Oligio โดยบริษัท Wontech Asia ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งตัวเครื่องถูกออกแบบมาเพื่อทำหัตถการได้ดีขึ้น ในด้านการลดความเจ็บ และการปล่อยพลังงานที่มากขึ้น 

โดย Oligio สามารถใช้ได้เพียงโหมดเดียว (Single Mode) ส่วน OligioX มีการยิงพลังงานแบบ Dual Mode (G Mode/ X Mode) เพื่อแก้ปัญหาได้ทั้งผิวชั้นตื้นและชั้นลึกได้อย่างแม่นยำ

OligioX เหมาะกับใคร

OligioX เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหา ดังนี้

  • ผู้ที่มีผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อยและไม่กระชับ
  • ผู้ที่มีริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา มุมปาก หรือหน้าผาก
  • ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด
  • ผู้ที่มีปัญหาแก้มและเหนียง
  • ผู้ที่ที่ต้องการฟื้นฟูความกระชับของผิวโดยไม่พึ่งการผ่าตัด
  • ผู้ที่เคยทำหัตถการยกกระชับแบบอื่นมาแล้วแต่อยากลองเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่ออัปเดตเทรนด์

OligioX กี่ครั้งเห็นผล อยู่ได้นานกี่เดือน

การทำ OligioX สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ เช่น ผิวแน่นขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้นเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจนแบบต่อเนื่องภายใน 1-3 เดือน 

ผลลัพธ์โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลหลังทำของแต่ละบุคคล หากต้องการคงสภาพผิวให้ยาวนานควรทำซ้ำปีละ 1 ครั้ง หรือปรับตามความเหมาะสมที่แพทย์แนะนำ

สรุป

OligioX เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวตัวใหม่ที่พัฒนามาจาก Oligio โดยการเพิ่มโหมดในการยิงให้หลากหลายมากขึ้น สามารถช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อย ริ้วรอย และกรอบหน้าไม่ชัดโดยไม่ต้องผ่าตัด สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ คงอยู่ได้นาน 6-12 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวให้ดีขึ้น

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

ดูแลผิวก่อนวัย 30+ หัตถการที่ควรทำมีอะไรบ้าง

ดูแลผิวก่อนวัย 30+ หัตถการที่ควรทำมีอะไรบ้าง

การดูแลผิวหน้าก่อนอายุ 30 ปี เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย และรักษาความอ่อนเยาว์ของผิวในระยะยาว เปรียบเสมือนดูแลพื้นฐานผิวให้แข็งแรง โดยเน้นการทำความสะอาดและสัมผัสผิวอย่างอ่อนโยน บำรุงผิว ปกป้องผิวจากแสงแดด พักผ่อนให้เพียงพอ และอื่นๆ อีกทั้งสามารถใช้หัตถการหรือวิธีทางการแพทย์ช่วยได้ สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างรวดเร็ว

ปัญหาผิวก่อนวัย 30

ปัญหาผิวในช่วงก่อน 30 สามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

1. ช่วงอายุ 19-25 ปี

เป็นช่วงวัยที่ผิวยังมีความกระชับและอ่อนวัย รวมถึงฟื้นฟูตัวเองได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อพบเจอกับมลภาวะประจำวัน รวมถึงความเครียดในด้านการเรียนหรือทำงาน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อาจส่งผลเสียต่อผิวได้ เช่น ความหมองคล้ำ ใบหน้าดูไม่สดชื่น ริ้วรอยบางๆ และปัญหาสิว

2. ช่วงอายุ 25-30 ปี

เป็นช่วงวัยที่ก้าวเข้าสู่การทำงานอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งคอลลาเจนในร่างกายที่เคยผลิตได้ในปริมาณมากก็ลดลง ปัญหาผิวจะเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ผิวแห้งหยาบกร้าน ไม่มีความชุ่มชื้น ริ้วรอยร่องลึก ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองของแต่ละบุคคล อาจจะมีมากหรือน้อยปะปนกันไป

วิธีดูแลผิวเริ่มง่ายๆ ด้วยตัวเราเอง

วิธีดูแลผิวที่ทำได้ด้วยตนเองสำหรับวัยก่อน 30 เริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หรือสิ่งที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่า ทำให้ร่างกายได้รับน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น อิ่มน้ำตลอดทั้งวัน

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายหรือการขยับร่างกาย ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น อีกทั้งการเสียเหงื่อจะทำให้ร่างกายสามารถขับของเสียออกได้ทางผิวหนัง เสมือนการดีท็อกซ์ผิว ส่งผลให้ผิวดูสดใสควบคู่กัลสภาพร่างกายที่แข็งแรง

3. ล้างหน้าอย่างถูกวิธี
การทำความสะอาดผิวหน้าหรือการล้างหน้า ควรมีสัมผัสที่อ่อนโยน นุ่มนวลและไม่ทำร้ายผิว เพราะการล้างหน้ามีผลต่อเสียผิวหากทำไม่ถูกวิธี เช่น การถูแรงเกินไป หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับผิวของเรา ทำให้เกิดปัญหาผิว อย่างอาการแพ้หรืออักเสบ และปัญหาสิว

4. ใช้สกินแคร์บำรุงผิว
หลังล้างหน้าทุกครั้งควรใช้สกินแคร์บำรุงผิวอยู่ตลอด เพื่อรักษาเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว โดยดูจากส่วนผสมต่างๆ ในสกินแคร์ จะช่วยให้ผิวของเราได้รับการฟื้นฟูอยู่เสมอ เช่น โทนเนอร์ เซรั่ม มอยส์เจอไรเซอร์ ครีมต่างๆ เป็นต้นอ

5. หลีกเลี่ยงแสงแดด และมลภาวะ
ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ฝุ่น และมลภาวะอื่นๆ อันเป็นสาเหตุให้เกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และฝ้ากระ โดยการใช้ครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ จะช่วยป้องกันผิวของเราจากมลภาวะต่างๆ ได้ส่วนหนึ่ง โดยไม่ให้ผิวปะทะกับแสงแดดโดยตรง

6. ลดอาหารที่มีรสจัด และของทอด
ส่วนผสมในอาหารที่มีรสจัด ของทอด ของมัน หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ผิวแก่ก่อนวัย ผิวแห้งเสีย ปัญหาสิว และอื่นๆ ในแต่ละวันจึงควรลดอาหารประเภทนี้ลง

1. ปัญหาริ้วรอย และการเติมเต็ม

  • โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ริ้วรอย เหมาะกับการฉีดเพื่อลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา (ตีนกา) จะช่วยให้ริ้วรอยเหล่านี้จางลง ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
  • โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์สำหรับลดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก รอบริมฝีปาก หรือการเติมเต็มบริเวณใต้ตาให้ดูสดชื่นขึ้น สำหรับผู้ที่มีขอบตาคล้ำ ใต้ตาดำ หรือเติมเต็มเพื่อปรับรูปหน้า บริเวณหน้าแก้ม แก้มตอบ หรือขมับ

2. อยากหน้าเรียว และกระชับ

  • โปรแกรม Ultraformer III เป็นเครื่องยกกระชับที่สามารถยกกระชับได้ถึงชั้น SMAS  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวดูกระชับและยกขึ้น ลบปัญหาผิวหย่อนคล้อยโดยไม่ต้องพึ่งเข็ม 
  • โปรแกรม Oligio เครื่องเฟิร์มกระชับที่สามารถยกได้ทุกชั้น รวมถึงความร้อนของตัวเครื่องจะเข้าไปช่วยลดปริมาณไขมันได้ เช่น บริเวณแก้มและเหนียง ทำให้ใบหน้าเฟิร์มกระชับขึ้น เห็นกรอบหน้าชัด
  • โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์กราม เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อกราม ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น และโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ลิฟท์กรอบหน้า เพื่อทำให้ใบหน้าดูยกกระชับ

หรือโปรแกรมยกหน้าดาราของ Kalm Clinic จะเป็นการรวมกันของหัตถการเหล่านี้ เพื่อการยกกระชับปรับหน้าเรียว

3. ปัญหาผิวหมองคล้ำ รอยสิว จุดด่างดำ

  • โปรแกรม Pico Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ที่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ รูขุมขนกว้าง รอยดำรอยแดงจากสิว จุดด่างดำ และฝ้ากระ โดยการทำเลเซอร์ประเภทนี้จะช่วยคลี่คลายปัญหาผิวต่างๆ แต่ต้องอาศัยการทำที่สม่ำเสมอ
  • โปรแกรมฉีด Juvelook เป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดปัญหาสิว ทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น อีกทั้งยังสามารถฉีดบริเวณใต้ตาเพื่อให้ดูสว่างขึ้นได้ด้วย
  • โปรแกรมฉีด Meso Glowing Tear เป็นการฉีดเพื่อให้ผิวดูกระจ่างใสและมีชีวิตชีวาขึ้น

4. ฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก

  • โปรแกรมฉีด Biostimulator อย่าง Sculptra Profhilo และ Juvelook ในผู้ที่มีอายุ 20 ปลายๆ ในช่วงที่คอลลาเจนเริ่มเสื่อมถอย จะช่วยให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างล้ำลึกถึงโครงสร้างผิวภายใน เพื่อป้องกันปัญหาผิวหย่อนคล้อยให้ดูกระชับขึ้น

สรุป

ช่วงวัยก่อน 30 เป็นวัยที่ผิวยังดูดีและอ่อนเยาว์ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องได้รับการดูแลและฟื้นฟูอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เกิดปัญหาผิวน้อยที่สุด แน่นอนว่าการทำหัตถการจะช่วยให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว แต่ระหว่างนั้นควรมีการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงควบคู่ไปด้วยเสมอ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันเลยคือครีมกันแดด เนื่องจากเราสามารถพบเจอมลภาวะและแสงแดดได้ตลอด

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย

เปรียบเทียบ Oligio กับ OligioX รวมข้อแตกต่างและข้อดีที่ควรรู้ก่อนทำ

เปรียบเทียบ Oligio กับ OligioX รวมข้อแตกต่างและข้อดีที่ควรรู้ก่อนทำ

เทคโนโลยียกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย หนึ่งในเทคโนโลยี Monopolar RF ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการยกกระชับผิวเฟิร์ม คือ Oligio จากบริษัท Wontech Asia โดยตัวเครื่องออกแบบเพื่อให้มีความเจ็บน้อยลง เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวเจ็บแต่อยากดูแลผิวหน้า ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ที่เรียกว่า OligioX ขึ้นมา ซึ่งความเหมือนและความแตกต่างกันของทั้ง 2 เครื่อง มีดังนี้

Oligio คืออะไร

Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่น Monopolar RF คลื่นความถี่ 6.78 MHz ที่ส่งพลังงานแบบ Single Mode (ปรับวิธีการยิงได้เพียงโหมดเดียว) เจ็บน้อย ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ให้ผิว ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยนั้นมีความกระชับขึ้น ผิวดูเรียบเนียนสุขภาพดี

OligioX คืออะไร

OligioX คือเทคโนโลยี Monopolar RF คลื่นความถี่ 6.78 MHz โดยพัฒนามาจาก Oligio รุ่นเดิม มาพร้อมกับการส่งพลังงานแบบ Dual Mode (G Mode/ X Mode) ทำให้สามารถปล่อยพลังงานได้มากขึ้น (สูงสุด 400W) และแม่นยำขึ้น มีระบบระบายความร้อนแบบเรียลไทม์ จึงสามารถส่งพลังงานแบบสม่ำเสมอสู่ผิวชั้นลึกได้มากขึ้น เพราะระบบ Cooling จะช่วยลดความรู้สึกแสบร้อนขณะทำ

OligioX ดีอย่างไร

ประโยชน์ของการทำเครื่องยกกระชับ OligioX มีดังนี้

  • OligioX ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • OligioX ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ
  • OligioX ช่วยฟื้นฟูผิวโดยการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  • OligioX ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง ปรับคุณภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น
  • OligioX ช่วยยกกระชับกรอบหน้า
  • OligioX กระชับไขมันใต้คางหรือเหนียงให้หดตัวลง

การทำงานของ Oligio และ OligioX

Oligio เทคโนโลยี Monopolar RF ที่เป็น Single Mode เพื่อส่งพลังงานไปสู่ผิวชั้นหนังแท้และชั้นไขมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว

OligioX เทคโนโลยี Monopolar RF ที่เป็น Dual Mode ที่ยิงพลังงานสลับในชั้นผิวที่ตื้นและลึก ดังนี้

  1. G Mode ปล่อยพลังงานลงตื้นกว่าโหมด X โดยใช้ความร้อนที่อ่อนลง ลงสู่ผิวชั้นบนเพื่อทำการ วอร์มความร้อนบนผิวหรือรองรับการยิงโหมด X ในภายหลัง
  2. X Mode โหมดพิเศษของเครื่องยกกระชับผิว OligoX ที่สามารถปล่อยความเย็นได้ถึง 11 Pulses ตลอดการทำหัตถการ ทำให้สามารถปล่อยพลังงานลงสู่ผิวได้ลึกมากขึ้นจากโหมดปกติ

ระบบทำความเย็น

Oligio มีระบบการปล่อยพลังงานความเย็นแบบ Real Time 5 Pulses ช่วยควบคุมอุณหภูมิผิวให้คงที่ระหว่างทำหัตถการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บรรเทาความแสบร้อนระหว่างทำหัตถการได้ดี คนไข้จะรู้สึกอุ่นๆ ขณะทำ ทั้งนี้ ระดับความรู้สึกจะขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล 

OligioX มีการปล่อยพลังงานความเย็นแบบ Real Time 11 Pulses ที่มากกว่า Oligio รุ่นเดิม ทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิและการกระจายพลังงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น  เนื่องจากมีการปล่อยความเย็นตลอดการทำหัตถการ จึงช่วยลดความร้อนสะสมบนผิวและเพิ่มความสบายขณะทำ ไม่เจ็บหรือแสบผิวจนเกินไป อีกทั้งยังสามารถปล่อยพลังงานได้ลึกและมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และกระชับชั้นผิวจากภายในได้ดีขึ้น

Oligio และ OligioX เหมาะกับใครบ้าง

เครื่องยกกระชับ Oligio และ OligioX เหมาะกับ

  • ผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย อยากกระชับผิว
  • ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด แก้มตก และมีเหนียง
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้เต่งตึง ยืดหยุ่น และลดริ้วรอย
  • ผู้ที่มีเวลาพักฟื้นน้อย 
  • ผู้ที่อยากปรับคุณภาพผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้น

ผลลัพธ์และระยะเวลาของการทำ Oligio และ OligioX

หลังทำหัตถการจะรู้สึกว่าผิวยกกระชับขึ้นเล็กน้อย และจะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดขึ้นในช่วง 1-2 เดือน เมื่อคอลลาเจนเริ่มสร้างตัวได้อย่างเต็มที่ ทำให้คงอยู่ได้นานประมาณ 9-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สรุปการเปรียบเทียบ Oligio Vs OligioX แบบเข้าใจง่าย

ทั้ง Oligio และ OligioX ต่างก็เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่น RF ที่ให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและเห็นผลจริง แต่ OligioX เป็นการอัปเกรดให้ตอบโจทย์กับปัญหามากขึ้น

คุณสมบัติ Oligio OligioX
เทคโนโลยี Monopolar RF (6.78 MHz) Monopolar RF (6.78 MHz)
การปล่อยพลังงาน ปล่อยพลังงานได้ปานกลางถึงสูง ปล่อยพลังงานสูงสุด 400W
โหมดการยิงพลังงาน Single Mode ปรับการยิงได้โหมดเดียวลงสู่ชั้นผิว Dual Mode ยิง 2 โหมดสลับตื้นและลึก โดย G Mode จะลงสู่ชั้นผิวที่ตื้น ส่วน X Mode สามารถลงได้ถึงชั้นลึกได้
ระบบทำความเย็น หัวยิงมีการปล่อยความเย็น 5 Pulses เพื่อลดความแสบร้อนระหว่างทำ หัวยิงมีการปล่อยความเย็นแบบเรียลไทม์ 11 Pulses ทำให้ลดความแสบร้อนระหว่างทำได้ดีขึ้น
ความรู้สึกขณะทำ รู้สึกอุ่นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล มีการปรับให้รู้สึกสบายมากขึ้น ขณะทำหัตถการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ ยกกระชับกรอบหน้าได้ดี ผิวเฟิร์มกระชับ สามารถยกกระชับในชั้นที่ลึกขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น

Kalm Clinic มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำปรึกษาฟรี คลิกเพื่อติดต่อได้เลย